เขียนโดย นางสาวรดาพัชร์ ทิพย์รักษ์ · อัปเดตล่าสุด มิถุนายน 2026
ตอบสั้น ๆ: "ค่าเลี้ยงชีพ" คือเงินที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอาจต้องจ่ายให้อีกฝ่ายหลังหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 ซึ่ง ไม่ใช่เรื่องเดียวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร โดยหลักศาลจะกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้ได้ก็ต่อเมื่อ เหตุหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสอีกฝ่ายเพียงฝ่ายเดียว และการหย่าทำให้ฝ่ายที่ขอยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือการงาน ทั้งนี้ต้องขอมาในคดีหย่า และสิทธิรับค่าเลี้ยงชีพจะระงับถ้าผู้รับสมรสใหม่ บทความนี้อยู่ในชุด คู่มือฟ้องหย่า 2026
ค่าเลี้ยงชีพ (มาตรา 1526) เป็นเงินที่จ่ายให้ "คู่สมรส" ที่ต้องยากจนลงเพราะการหย่า ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นเงินสำหรับ "บุตร" ที่พ่อแม่มีหน้าที่ร่วมกันจ่ายไม่ว่าใครเป็นฝ่ายผิด ทั้งสองอย่างแยกจากกันและขอได้พร้อมกันในคดีเดียว หลายคนสับสนว่าหย่าแล้วต้องได้ค่าเลี้ยงชีพเสมอ ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะค่าเลี้ยงชีพมีเงื่อนไขเฉพาะ ส่วนรายละเอียดเรื่องบุตรอ่านได้ที่ อำนาจปกครองบุตรและค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
ศาลมีอำนาจกำหนดจำนวนและวิธีจ่าย (เป็นก้อนหรือรายเดือน) โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้จ่ายและฐานะของผู้รับ ดังนั้นจึงไม่มีอัตราตายตัว และไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะได้เท่าไรหรือได้แน่นอน เพราะขึ้นกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นรายคดี การพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายผิดจึงสำคัญ ซึ่งเชื่อมโยงกับเหตุฟ้องหย่า ดูที่ เหตุฟ้องหย่า 10 ประการ
สิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจะ ระงับ เมื่อฝ่ายผู้รับสมรสใหม่ นอกจากนี้หากภายหลังฐานะของคู่กรณีเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ฝ่ายที่เกี่ยวข้องอาจขอให้ศาลพิจารณาแก้ไขจำนวนค่าเลี้ยงชีพได้ การวางแผนเรื่องนี้ให้ชัดตั้งแต่ตอนหย่าจึงช่วยลดข้อพิพาทในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อมีการตกลงเรื่องทรัพย์สินควบคู่
ค่าเลี้ยงชีพ vs การแบ่งสินสมรส: ค่าเลี้ยงชีพเป็นคนละเรื่องกับการแบ่งสินสมรส การหย่าที่เป็นธรรมควรพิจารณาทั้งการแบ่งทรัพย์ที่ทำมาด้วยกัน และค่าเลี้ยงชีพ (ถ้ามีเงื่อนไขครบ) ไปพร้อมกัน วิธีแบ่งสินสมรสให้ไม่เสียเปรียบอ่านที่ แบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533
หากเป็นการหย่าโดยความยินยอม คู่สมรสสามารถตกลงเรื่องค่าเลี้ยงชีพและการแบ่งทรัพย์สินกันเองในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าได้ ซึ่งช่วยให้ยืดหยุ่นและรวดเร็วกว่าการสู้คดี ข้อตกลงที่ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษรจะบังคับได้ดีกว่า ดูความต่างของการหย่าสองแบบที่ หย่าโดยความยินยอม vs ฟ้องหย่า
เมื่อเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 1526 แล้ว ศาลจะพิจารณา "จำนวน" และ "วิธีจ่าย" ค่าเลี้ยงชีพโดยคำนึงถึงความสามารถของฝ่ายผู้จ่ายและฐานะความเป็นอยู่ของฝ่ายผู้รับประกอบกัน จึงไม่มีสูตรตายตัวและไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะได้จำนวนเท่าใด
การเตรียมเอกสารแสดงรายได้และค่าใช้จ่ายให้ครบช่วยให้ศาลเห็นภาพและกำหนดค่าเลี้ยงชีพได้เป็นธรรม ทั้งนี้ควรยกประเด็นค่าเลี้ยงชีพควบคู่กับการแบ่งสินสมรสและค่าอุปการะบุตรในคราวเดียว เพื่อให้การหย่าจบครบทุกเรื่องและไม่ต้องฟ้องซ้ำ
สำหรับคู่สมรสที่ฝ่ายหนึ่งเป็นชาวต่างชาติ การหย่าและการเรียกค่าเลี้ยงชีพอาจมีประเด็นเพิ่มเติม เช่น จะใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับ ศาลใดมีอำนาจพิจารณา และการบังคับตามคำพิพากษาข้ามประเทศ ซึ่งซับซ้อนกว่าคดีคนไทยทั่วไป การวางแผนและเตรียมพยานหลักฐานเรื่องรายได้-ทรัพย์สินของทั้งสองฝ่ายตั้งแต่ต้นจึงสำคัญ และควรปรึกษาทนายที่เข้าใจคดีครอบครัวไทย-ต่างชาติ รายละเอียดเรื่องเขตอำนาจและกฎหมายที่ใช้บังคับดูที่ ฟ้องหย่าคู่สมรสต่างชาติ
ไม่ใช่ ค่าเลี้ยงชีพมีเงื่อนไขเฉพาะตามมาตรา 1526 คือเหตุหย่าต้องเป็นความผิดของอีกฝ่ายเพียงฝ่ายเดียว และการหย่าทำให้ฝ่ายที่ขอยากจนลง ศาลจึงจะกำหนดให้ ไม่ได้ให้กับทุกคนที่หย่า
ค่าเลี้ยงชีพจ่ายให้ "คู่สมรส" ที่ยากจนลงเพราะการหย่า ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจ่ายเพื่อ "บุตร" ซึ่งพ่อแม่มีหน้าที่ร่วมกันไม่ว่าใครผิด ทั้งสองแยกกันและขอพร้อมกันในคดีหย่าได้
สิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจะระงับเมื่อฝ่ายผู้รับสมรสใหม่ ดังนั้นเมื่อมีการสมรสใหม่ ผู้จ่ายไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพต่อไป
โดยหลักต้องร้องขอค่าเลี้ยงชีพเข้ามาในคดีหย่า การมาเรียกภายหลังเมื่อหย่าเสร็จแล้วมักทำไม่ได้ จึงควรปรึกษาทนายและยกประเด็นนี้ตั้งแต่ต้นเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ
ค่าเลี้ยงชีพต้องยกประเด็นและพิสูจน์ให้ครบในคดีหย่า มิฉะนั้นอาจเสียสิทธิ เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะเรื่อง ทีมทนายคดีครอบครัวของเราช่วยประเมินสิทธิค่าเลี้ยงชีพ การแบ่งสินสมรส และค่าอุปการะบุตรให้ครบในคราวเดียว ปรึกษาเบื้องต้นฟรี โทร 065-431-6810 หรือ LINE @thaichineselawfirm สื่อสารได้ทั้งไทย จีน อังกฤษ
Powered by Froala Editor