อำนาจปกครองบุตรและค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหลังหย่า
อำนาจปกครองบุตรและค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหลังหย่า

เขียนโดย นางสาวรดาพัชร์ ทิพย์รักษ์ · อัปเดตล่าสุด มิถุนายน 2026

เมื่อพ่อแม่หย่ากัน "อำนาจปกครองบุตร" และ "ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร" เป็นคนละเรื่องที่ต้องตัดสินแยกกัน โดยกฎหมายให้พ่อแม่ตกลงกันก่อน หากตกลงไม่ได้ศาลจะชี้ขาดโดยยึด "ประโยชน์สูงสุดของบุตร" เป็นหลัก ส่วนหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรไม่หมดไปเพราะการหย่า บทความนี้สรุปว่าลูกจะอยู่กับใคร ศาลดูอะไร ค่าเลี้ยงดูคิดอย่างไร และถ้าอีกฝ่ายไม่จ่ายทำอย่างไรได้บ้าง — อ่านภาพรวมทั้งหมดได้ที่ คู่มือฟ้องหย่า 2026

อำนาจปกครองบุตรคืออะไร และหย่าแล้วใครได้

อำนาจปกครองบุตรคือสิทธิและหน้าที่ในการดูแล อบรม กำหนดที่อยู่ จัดการทรัพย์สิน และเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรผู้เยาว์ ตามปกติอยู่กับบิดามารดาร่วมกันตามมาตรา 1566 แต่เมื่อหย่า มาตรา 1520 ให้บิดามารดาตกลงกันว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง หากตกลงกันได้ก็ระบุไว้ในบันทึกท้ายทะเบียนหย่าหรือสัญญาประนีประนอม หากตกลงกันไม่ได้ ศาลจะเป็นผู้ชี้ขาด โดยอาจให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือกำหนดให้ใช้ร่วมกันก็ได้

ศาลตัดสินจากอะไร: "ประโยชน์สูงสุดของบุตร"

หลักสำคัญที่ศาลครอบครัวใช้คือ "ประโยชน์สูงสุดของบุตร" ไม่ใช่ว่าใครเป็นฝ่ายผิดในการหย่า หรือใครมีเงินมากกว่า ปัจจัยที่ศาลพิจารณา เช่น ความผูกพันระหว่างบุตรกับแต่ละฝ่าย ความพร้อมด้านที่อยู่อาศัย เวลา และการเลี้ยงดู ความประพฤติและสภาพแวดล้อมของแต่ละฝ่าย ความต่อเนื่องของการเลี้ยงดูเดิม และความเห็นของบุตรตามวัยและวุฒิภาวะ ดังนั้นฝ่ายที่ดูแลบุตรมาตลอด มีที่อยู่มั่นคง และสภาพแวดล้อมเหมาะสม มักมีน้ำหนักในการได้รับอำนาจปกครอง

สิทธิพบบุตรของอีกฝ่าย: การที่ฝ่ายหนึ่งได้อำนาจปกครองไม่ได้ตัดสิทธิอีกฝ่ายในการติดต่อและพบบุตรตามสมควร ฝ่ายที่ไม่ได้ปกครองยังมีสิทธิพบบุตรได้ตามที่ตกลงหรือที่ศาลกำหนด และไม่ควรใช้บุตรเป็นเครื่องมือกดดันอีกฝ่าย เพราะกระทบประโยชน์ของบุตรเองและอาจเป็นเหตุให้ศาลพิจารณาเปลี่ยนแปลงอำนาจปกครองได้

ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร: หน้าที่ที่ไม่หมดไปเพราะการหย่า

ตามมาตรา 1564 บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ หน้าที่นี้เป็นของทั้งสองฝ่ายและไม่หมดไปเพราะการหย่า ดังนั้นแม้บุตรจะอยู่ในความปกครองของฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายก็ยังมีหน้าที่ร่วมรับผิดชอบค่าเลี้ยงดูตามส่วน ศาลจะกำหนดจำนวนค่าอุปการะตามความสามารถของผู้มีหน้าที่จ่ายและฐานะของคู่กรณี ประกอบกับความจำเป็นของบุตร เช่น ค่ากิน ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล โดยมักสั่งให้จ่ายเป็นรายเดือนจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ

หากภายหลังพฤติการณ์เปลี่ยนแปลง เช่น ผู้จ่ายมีรายได้เปลี่ยนไปมาก หรือค่าใช้จ่ายของบุตรสูงขึ้น คู่กรณีสามารถร้องขอให้ศาลเพิ่มหรือลดจำนวนค่าอุปการะได้ตามมาตรา 1598/39 ค่าอุปการะจึงไม่ใช่ตัวเลขตายตัวตลอดไป

อีกฝ่ายไม่จ่ายค่าเลี้ยงดู ทำอย่างไรได้บ้าง

หากมีคำพิพากษาหรือสัญญาประนีประนอม/บันทึกท้ายทะเบียนหย่าที่กำหนดค่าอุปการะไว้แล้ว แต่อีกฝ่ายไม่จ่าย ฝ่ายที่ดูแลบุตรสามารถบังคับคดีได้ เช่น ขออายัดเงินเดือนหรือยึดทรัพย์สินของผู้มีหน้าที่จ่ายมาชำระค่าอุปการะที่ค้าง ทั้งนี้ การอายัดเงินเดือนเพื่อค่าอุปการะเลี้ยงดูมีหลักเกณฑ์เฉพาะที่คุ้มครองการดำรงชีพขั้นต่ำของลูกหนี้ จึงควรให้ทนายดำเนินการให้ถูกขั้นตอน หากยังไม่เคยมีคำสั่งศาลกำหนดค่าอุปการะ ก็สามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรต่อศาลเยาวชนและครอบครัวได้

กรณีบุตรนอกสมรส และการถอนอำนาจปกครอง

หากบิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน บุตรเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของมารดาเสมอ ส่วนบิดาจะมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายต่อเมื่อจดทะเบียนรับรองบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร มารดาจึงสามารถฟ้องให้รับเด็กเป็นบุตรพร้อมเรียกค่าอุปการะได้ นอกจากนี้ หากผู้ใช้อำนาจปกครองใช้อำนาจโดยมิชอบ ประพฤติชั่ว หรือกระทบความปลอดภัยของบุตร อีกฝ่ายหรือญาติสนิทอาจร้องขอให้ศาลถอนอำนาจปกครองตามมาตรา 1582 ได้

บันทึกข้อตกลงเรื่องบุตรท้ายทะเบียนหย่า ควรมีอะไร

หากหย่าโดยความยินยอม ควรทำ "บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า" เรื่องบุตรให้ละเอียด เพราะบันทึกนี้มีผลผูกพันและใช้บังคับได้ ประเด็นที่ควรระบุ ได้แก่ ใครเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง บุตรจะอยู่กับใครเป็นหลัก ตารางและเงื่อนไขการพบบุตรของอีกฝ่าย (วันธรรมดา วันหยุด ปิดเทอม วันสำคัญ) จำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูต่อเดือน วิธีและกำหนดวันโอนเงิน การรับผิดชอบค่าเล่าเรียนและค่ารักษาพยาบาลที่นอกเหนือจากค่าอุปการะรายเดือน รวมถึงข้อตกลงเรื่องการปรับเพิ่มค่าอุปการะเมื่อบุตรโตขึ้นหรือค่าใช้จ่ายสูงขึ้น การเขียนให้ชัดตั้งแต่ต้นช่วยลดข้อพิพาทและการต้องกลับมาฟ้องร้องกันภายหลัง ทั้งนี้แม้ตกลงกันแล้ว หากภายหลังพฤติการณ์เปลี่ยนแปลง ก็ยังขอให้ศาลแก้ไขจำนวนค่าอุปการะได้ตามมาตรา 1598/39

คำถามที่พบบ่อย

พ่อมีเงินมากกว่า จะได้สิทธิเลี้ยงลูกเสมอไหม

ไม่เสมอไป ศาลยึดประโยชน์สูงสุดของบุตรเป็นหลัก เงินเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง ความผูกพัน ความพร้อมในการดูแล และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมมีน้ำหนักมากเช่นกัน ฝ่ายที่มีรายได้น้อยกว่าแต่ดูแลบุตรได้ดีก็มีโอกาสได้รับอำนาจปกครอง

ค่าเลี้ยงดูบุตรต้องจ่ายถึงกี่ขวบ

โดยหลักจ่ายจนบุตรบรรลุนิติภาวะ (20 ปี) แต่ศาลอาจกำหนดต่างออกไปตามข้อเท็จจริง และในบางกรณี เช่น บุตรทุพพลภาพหาเลี้ยงตนเองไม่ได้ หน้าที่อุปการะอาจมีต่อไป จำนวนเงินปรับเพิ่ม/ลดได้เมื่อพฤติการณ์เปลี่ยน

📚 แหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ (อ่านเพิ่มเติม)

ปรึกษาทนายความไทย-จีน ลอว์ เฟิร์ม

เรื่องลูกเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ตัดสินใจพลาดไม่ได้ เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะเรื่อง ทีมทนายคดีครอบครัวของเราช่วยเจรจาข้อตกลงเรื่องบุตร ร่างบันทึกท้ายทะเบียนหย่า ฟ้องเรียกค่าอุปการะ และบังคับคดีค่าเลี้ยงดูที่ค้าง ปรึกษาเบื้องต้นฟรี โทร 065-431-6810 หรือ LINE @thaichineselawfirm สื่อสารได้ทั้งไทย จีน อังกฤษ

Powered by Froala Editor

Scroll