วันหนึ่งน้องได้รับหมายจากศาล หรือเห็นประกาศว่าพี่ชายยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของพ่อ ทั้งที่ยังไม่เคยปรึกษาใครในบ้านเลยสักคำ ความรู้สึกแรกคือตกใจ ตามด้วยความกังวลว่าถ้าปล่อยไป ทรัพย์ของพ่อจะถูกจัดการอย่างไร คำถามคือ ในสถานการณ์แบบนี้ ทายาทคนอื่นคัดค้านได้หรือไม่ และต้องมีเหตุผลแค่ไหนศาลจึงจะรับฟัง
คำตอบคือคัดค้านได้ ผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก เช่น ทายาทคนอื่น มีสิทธิยื่นคำคัดค้านต่อศาลได้ เพราะการตั้งผู้จัดการมรดกกระทบสิทธิของทายาททุกคน กฎหมายจึงเปิดช่องให้มีการประกาศนัดไต่สวน เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียได้ทราบและใช้สิทธิคัดค้านทันเวลา
ข้อสำคัญคือ ต้องยื่นคัดค้านก่อนที่ศาลจะมีคำสั่ง เพราะเมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกไปแล้ว การจะแก้ไขต้องเปลี่ยนไปใช้ช่องทางอื่น คือการร้องขอถอนผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1727 ซึ่งต้องมีเหตุเรื่องการละเลยหน้าที่หรือทุจริต (อ่านรายละเอียดในบทความเรื่องถอนผู้จัดการมรดก) ดังนั้นเมื่อทราบเรื่องจึงควรรีบปรึกษาทนายทันที
การคัดค้านที่มีน้ำหนักต้องอยู่บนเหตุผลที่กฎหมายรับได้ ไม่ใช่เพียงความไม่พอใจส่วนตัว เหตุที่มักใช้ได้ผล ได้แก่
เหตุแรก ผู้ร้องเป็นบุคคลต้องห้าม มาตรา 1718 กำหนดว่าผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ บุคคลวิกลจริตหรือที่ศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ และบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย เป็นผู้จัดการมรดกไม่ได้ หากผู้ร้องเข้าข่ายเหล่านี้ ย่อมเป็นเหตุคัดค้านโดยตรง
เหตุที่สอง มีพฤติการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ เช่น เคยมีประวัติยักย้ายถ่ายเททรัพย์ของผู้ตายก่อนหน้านี้ ปิดบังข้อมูลทรัพย์มรดกจากทายาทคนอื่น มีข้อพิพาทผลประโยชน์กับกองมรดก หรือมีพฤติกรรมที่แสดงว่าจะจัดการเพื่อประโยชน์ตนเองมากกว่าส่วนรวม
เหตุที่สาม ข้อเท็จจริงในคำร้องไม่ถูกต้อง เช่น ระบุบัญชีเครือญาติไม่ครบ ปกปิดว่ามีทายาทอีกคน หรือแจ้งทรัพย์มรดกไม่ตรงความจริง ซึ่งกระทบต่อความถูกต้องของการจัดการทั้งกอง
เมื่อมีการยื่นคัดค้าน คดีจะเปลี่ยนจากคดีไม่มีข้อพิพาทเป็น คดีที่มีข้อพิพาท ศาลจะกำหนดวันนัดสืบพยานทั้งสองฝ่าย ทำให้ใช้เวลานานขึ้นและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งสองฝ่ายต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตน
ผลที่เป็นไปได้มีหลายทาง ศาลอาจตั้งผู้ร้องเดิมตามที่ขอหากเห็นว่าคำคัดค้านไม่มีน้ำหนัก อาจตั้งผู้คัดค้านแทนหากเห็นว่าเหมาะสมกว่า หรือในหลายกรณีศาลอาจใช้ดุลพินิจ ตั้งทั้งสองฝ่ายเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลและความเป็นธรรมแก่ทายาททุกคน ซึ่งเป็นทางออกที่พบได้บ่อยในคดีพิพาทระหว่างพี่น้อง (อ่านข้อดีข้อเสียของการตั้งหลายคนในบทความเรื่องผู้จัดการมรดกตั้งได้กี่คน)
ในฐานะทนายที่ผ่านคดีครอบครัวมามาก เราอยากให้ชั่งน้ำหนักให้ดีก่อน เพราะการคัดค้านทำให้เรื่องยืดเยื้อและมักทิ้งรอยร้าวถาวรระหว่างพี่น้อง หากปัญหาที่แท้จริงคือความไม่ไว้ใจ บางครั้งการเจรจาขอให้ตั้งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน หรือขอข้อตกลงเรื่องความโปร่งใส เช่น ให้ทำบัญชีทรัพย์และเปิดเผยข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว อาจตอบโจทย์ได้ดีกว่าการต่อสู้ในศาล
แต่หากเจรจาแล้วไม่เป็นผล หรือมีพฤติการณ์ที่ส่อว่าทรัพย์กำลังจะถูกยักย้าย การคัดค้านคือเครื่องมือที่ถูกต้องและควรใช้โดยไม่ลังเล
ถาม: ไม่ชอบพี่เป็นการส่วนตัว คัดค้านได้ไหม
ตอบ: ความไม่พอใจส่วนตัวโดยไม่มีเหตุตามกฎหมายหรือพฤติการณ์เสียหายรองรับ มักไม่เพียงพอ ศาลพิจารณาที่ความเหมาะสมในการจัดการทรัพย์เพื่อประโยชน์ของทายาททุกคน
ถาม: รู้เรื่องช้า ศาลมีคำสั่งไปแล้ว ทำอย่างไร
ตอบ: เมื่อมีคำสั่งแล้ว ช่องทางที่เหลือคือร้องขอถอนผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1727 ซึ่งต้องมีเหตุละเลยหน้าที่หรือเหตุสมควรอื่น และต้องร้องก่อนการปันมรดกเสร็จสิ้น
ถาม: คัดค้านแล้วต้องเสนอชื่อตัวเองเป็นผู้จัดการมรดกด้วยไหม
ตอบ: โดยทั่วไปหากคัดค้านแล้วต้องการให้ตนหรือบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการมรดกแทน ควรระบุไว้ในคำคัดค้านด้วย เพื่อให้ศาลมีทางเลือกในการพิจารณา
การคัดค้านไม่ใช่การทำลายครอบครัว แต่คือการขอให้ทุกอย่างเดินบนความถูกต้อง ก่อนที่ทรัพย์ของพ่อแม่จะไปไกลเกินกลับ