ตอนตั้งผู้จัดการมรดก ทุกคนในบ้านยังไว้ใจพี่คนโต เซ็นยินยอมให้กันด้วยความสบายใจ แต่ผ่านไปครึ่งปี ทายาทคนอื่นเริ่มสังเกตว่ามีบางอย่างผิดปกติ ไม่เคยเห็นบัญชีทรัพย์มรดกสักครั้ง ถามเรื่องเงินในบัญชีพ่อก็ได้แต่คำตอบบ่ายเบี่ยง แถมที่ดินบางแปลงหายไปจากที่เคยพูดกันไว้ คำถามที่ดังขึ้นในใจคือ ถ้าคนที่เราตั้งไปเริ่มไม่โปร่งใส เรายังถอนเขาออกได้ไหม
คำตอบคือ ได้ กฎหมายไม่ได้ปล่อยให้ทายาทคนอื่นทำอะไรไม่ได้ แต่การถอนมีเงื่อนไขและจังหวะเวลาที่ต้องเข้าใจให้ถูก
มีสองมาตราหลักที่เป็นเครื่องมือในการถอนผู้จัดการมรดก
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 กำหนดว่า ผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกได้ เพราะเหตุผู้จัดการมรดก ละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุอย่างอื่นที่สมควร แต่ต้องร้องขอเสียก่อนที่การปันมรดกจะเสร็จสิ้นลง
ส่วนมาตรา 1731 ให้อำนาจศาลถอนผู้จัดการมรดกได้ หากไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายในเวลาและตามแบบที่กฎหมายกำหนด หรือทำบัญชีไม่เป็นที่พอใจของศาลเพราะ ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง การทุจริต หรือความไม่สามารถอันเห็นประจักษ์ ของผู้จัดการมรดก
แม้กฎหมายจะใช้ถ้อยคำกว้าง แต่ในทางปฏิบัติ เหตุที่มักนำไปสู่การถอนได้แก่กรณีเหล่านี้
อย่างแรกและพบบ่อยที่สุดคือ การไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดก ซึ่งกฎหมายกำหนดหน้าที่ไว้ชัด มาตรา 1728 ระบุว่าผู้จัดการมรดกต้องลงมือทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน 15 วัน และมาตรา 1729 กำหนดให้ทำให้เสร็จภายใน 1 เดือน โดยต้องทำต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก การเพิกเฉยไม่ทำบัญชีจึงเป็นเหตุถอนโดยตรง
เหตุอื่นที่ศาลรับฟัง ได้แก่ การไม่ยอมแบ่งทรัพย์ให้ทายาททั้งที่ถึงเวลาแล้ว การโอนทรัพย์มรดกให้ตัวเองหรือพวกพ้องโดยไม่ชอบ การปิดบังหรือยักย้ายทรัพย์ การจัดการอย่างลำเอียงเอื้อทายาทบางคน หรือการเอาทรัพย์กองมรดกไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว พฤติการณ์เหล่านี้ล้วนเข้าข่าย "ละเลยหน้าที่" หรือ "ทุจริต" ที่เปิดทางให้ถอนได้
จุดที่ทายาทหลายคนพลาดคือเรื่องเวลา มาตรา 1727 กำหนดชัดว่าต้องร้องขอถอน ก่อนการปันมรดกเสร็จสิ้น หมายความว่าเมื่อแบ่งมรดกกันเรียบร้อยและการจัดการสิ้นสุดลงแล้ว การขอถอนย่อมไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป ดังนั้นหากเริ่มเห็นสัญญาณไม่ชอบมาพากล อย่ารอช้า เพราะยิ่งปล่อยเวลา ทรัพย์ยิ่งอาจถูกจัดการไปจนยากจะเรียกคืน
การร้องถอนไม่ใช่แค่พูดว่าไม่ไว้ใจ แต่ต้องมีพยานหลักฐานประกอบให้ศาลเห็น เอกสารที่ควรรวบรวมไว้ ได้แก่ หลักฐานว่าไม่เคยมีการทำบัญชีทรัพย์มรดกหรือไม่เคยได้รับแจ้ง เอกสารการโอนทรัพย์ที่ผิดปกติ เช่น รายการเดินบัญชีธนาคารหรือสารบบที่ดินที่แสดงการโอนเข้าตัวผู้จัดการมรดก ข้อความติดต่อที่แสดงการบ่ายเบี่ยงหรือปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูล และรายการทรัพย์มรดกที่ควรมีแต่กลับหายไป ยิ่งหลักฐานชัดเท่าไร โอกาสที่ศาลจะสั่งถอนก็ยิ่งสูง
การถอนผู้จัดการมรดกทำโดยยื่นคำร้องต่อศาลที่มีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกคนเดิม จากนั้นศาลจะนัดไต่สวนพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย หากศาลเห็นว่ามีเหตุสมควร ก็จะมีคำสั่งถอน และในคราวเดียวกันมักพิจารณาตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่แทน เพื่อให้การจัดการมรดกเดินต่อได้ ทั้งนี้ผู้ร้องควรเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมจะเป็นผู้จัดการมรดกคนใหม่ไว้ด้วย
สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติมคือ หากผู้จัดการมรดกไม่ได้แค่ละเลยหน้าที่ แต่ถึงขั้นยักยอกทรัพย์กองมรดกไปเป็นของตน ทายาทยังอาจดำเนินคดีอาญาควบคู่ไปกับการร้องถอนได้ ซึ่งเราอธิบายรายละเอียดไว้ในบทความเรื่องผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์
ถาม: แค่ไม่ชอบหน้ากัน ขอถอนได้ไหม
ตอบ: ไม่ได้ การถอนต้องมีเหตุตามกฎหมาย เช่น ละเลยหน้าที่ ทุจริต หรือจัดการไม่เป็นธรรม ความไม่พอใจส่วนตัวโดยไม่มีพฤติการณ์เสียหายรองรับ ศาลมักไม่ถอนให้
ถาม: ผู้จัดการมรดกไม่ทำบัญชีทรัพย์เลย ถือว่าผิดไหม
ตอบ: ถือว่าละเลยหน้าที่ตามมาตรา 1728 และ 1729 ซึ่งเป็นเหตุถอนได้ตามมาตรา 1731 การไม่ทำบัญชีเป็นหนึ่งในเหตุที่ศาลรับฟังชัดเจนที่สุด
ถาม: ถอนแล้วทรัพย์ที่เขาโอนไปแล้วจะได้คืนไหม
ตอบ: การถอนเป็นคนละเรื่องกับการเรียกทรัพย์คืน หากมีการโอนทรัพย์โดยมิชอบ อาจต้องดำเนินการเพิกถอนนิติกรรมหรือฟ้องเรียกทรัพย์เพิ่มเติม ควรปรึกษาทนายเพื่อวางแผนควบคู่กัน
ถาม: ใครมีสิทธิร้องขอถอน
ตอบ: ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ทายาทคนอื่น หรือผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก สามารถยื่นคำร้องได้ตามมาตรา 1727
ความไว้ใจให้กันได้ แต่ต้องตรวจสอบได้ด้วย เมื่อการจัดการมรดกเริ่มไม่โปร่งใส การทวงถามความถูกต้องคือสิทธิของทายาททุกคน