หลังพ่อจากไป บทสนทนาบนโต๊ะกินข้าวมักมาถึงจุดที่ละเอียดอ่อนที่สุด นั่นคือ "ใครจะเป็นผู้จัดการมรดก" พี่คนโตรู้สึกว่าตัวเองควรได้ทำเพราะเป็นคนดูแลพ่อมาตลอด น้องคนกลางก็อยากมีส่วนร่วมเพราะกลัวไม่โปร่งใส ส่วนน้องคนเล็กแค่อยากให้ทุกอย่างจบด้วยดี คำถามที่ตามมาคือ แล้วเราตั้งหลายคนพร้อมกันได้ไหม
คำตอบสั้น ๆ คือ ได้ แต่ก่อนจะตัดสินใจ มีเรื่องที่ควรเข้าใจให้ครบ เพราะการตั้งหลายคนมีทั้งข้อดีและกับดักที่หลายครอบครัวมองไม่เห็น
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715 เปิดทางให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ทั้งคนเดียวหรือหลายคน ไม่ว่าจะโดยพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล ในทางปฏิบัติ หากพี่น้องตกลงกันได้ว่าจะให้ใครบ้างเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน แล้วยื่นคำร้องพร้อมหนังสือยินยอมของทายาทคนอื่น ศาลก็มักตั้งให้ตามที่ขอ
ที่น่าสนใจคือ แม้ผู้ร้องจะขอตั้งตัวเองเพียงคนเดียว หากมีทายาทคัดค้านหรือมีเหตุให้เห็นว่าควรถ่วงดุลกัน ศาลก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจตั้งผู้จัดการมรดกร่วมหลายคนได้ เพื่อความเป็นธรรมแก่กองมรดกและทายาททุกฝ่าย
จุดนี้คือหัวใจที่ต้องเข้าใจก่อนตัดสินใจ เพราะกฎหมายวางกติกาการทำงานร่วมไว้ชัดเจน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 กำหนดว่า ถ้ามีผู้จัดการมรดกหลายคน การทำการตามหน้าที่ ต้องถือเอาเสียงข้างมาก เว้นแต่พินัยกรรมจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด นอกจากนี้ มาตรา 1715 ยังวางข้อสันนิษฐานไว้ว่า เมื่อมีผู้จัดการมรดกหลายคน แต่ละคนจะจัดการไปโดยลำพังไม่ได้
แปลเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายคือ ถ้าตั้งสามคน การตัดสินใจสำคัญต้องได้เสียงอย่างน้อยสองในสาม จะให้คนใดคนหนึ่งไปเซ็นโอนที่ดินเองตามใจไม่ได้ นี่คือทั้งเกราะป้องกันและโซ่ตรวนในเวลาเดียวกัน
ข้อดีที่ชัดที่สุดคือการถ่วงดุลและความโปร่งใส เมื่อไม่มีใครสามารถจัดการทรัพย์ได้ตามลำพัง โอกาสที่คนใดคนหนึ่งจะยักย้ายถ่ายเททรัพย์ก็ลดลง เหมาะอย่างยิ่งกับครอบครัวที่พี่น้องเริ่มไม่ไว้ใจกัน หรือกองมรดกมีมูลค่าสูงจนต้องการให้ทุกฝ่ายสบายใจ อีกทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระงาน เพราะการจัดการมรดกจริงมีทั้งการวิ่งเอกสาร ติดต่อธนาคาร และประสานสำนักงานที่ดิน ซึ่งหลายมือย่อมเบากว่า
ด้านกลับของเหรียญคือ ความล่าช้าและความเสี่ยงที่คดีจะล่ม หากตั้งสองคนแล้วทั้งคู่เห็นไม่ตรงกัน จะเกิดภาวะที่เรียกว่าทางตัน เพราะเสียงเท่ากันตัดสินใจอะไรไม่ได้ สุดท้ายต้องกลับมาให้ศาลชี้ขาดทีละเรื่อง ซึ่งเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ยิ่งไปกว่านั้น เวลาไปติดต่อธนาคารหรือโอนที่ดิน หน่วยงานมักต้องการลายเซ็นของผู้จัดการมรดกให้ครบตามเสียงข้างมาก ทำให้ทุกธุรกรรมต้องนัดหมายกันพร้อมหน้า ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าต่างคนต่างมีภาระ
จากประสบการณ์ว่าความคดีมรดก เราแนะนำให้พิจารณาสามข้อ ข้อแรก หากเลือกตั้งหลายคน ควรเป็น จำนวนคี่ เช่น หนึ่งหรือสามคน เพื่อเลี่ยงภาวะเสียงเท่ากันที่ทำให้ทุกอย่างชะงัก ข้อสอง ควรพูดคุยแบ่งบทบาทกันให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าใครดูเรื่องธนาคาร ใครดูเรื่องที่ดิน เพื่อให้งานเดินแม้ต้องลงมติร่วมกัน และข้อสาม หากทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้า ผู้ทำพินัยกรรมสามารถกำหนดวิธีทำงานของผู้จัดการมรดกหลายคนไว้เองได้ เช่น ให้แต่ละคนมีอำนาจทำการบางอย่างโดยลำพัง ซึ่งช่วยลดปัญหาทางตันได้มาก
ท้ายที่สุด จำนวนผู้จัดการมรดกที่ดีที่สุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลข แต่ขึ้นอยู่กับว่าครอบครัวไว้ใจกันแค่ไหน และกองมรดกซับซ้อนเพียงใด บางบ้านที่พี่น้องรักกันดี ตั้งคนเดียวก็จบเร็วและสบายใจทุกฝ่าย บางบ้านที่ระแวงกัน การตั้งร่วมกลับช่วยรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้
ถาม: ตั้งผู้จัดการมรดกสองคน แล้วคนหนึ่งไม่ยอมเซ็นเอกสาร ทำอย่างไร
ตอบ: หากเป็นการตั้งสองคนและตกลงกันไม่ได้จนเสียงเท่ากัน ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอให้ศาลชี้ขาดได้ตามมาตรา 1726 แต่เพื่อเลี่ยงปัญหานี้ตั้งแต่ต้น การตั้งจำนวนคี่จึงปลอดภัยกว่า
ถาม: ผู้จัดการมรดกร่วมคนหนึ่งเสียชีวิตระหว่างจัดการ ต้องเริ่มใหม่ไหม
ตอบ: ไม่จำเป็นต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด แต่ควรปรึกษาทนายเพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการต่อด้วยผู้จัดการมรดกที่เหลือ หรือร้องขอตั้งคนใหม่เพิ่ม ขึ้นอยู่กับคำสั่งศาลและรูปคดี
ถาม: ตั้งคนนอกครอบครัวเป็นผู้จัดการมรดกร่วมได้ไหม
ตอบ: ได้ หากบุคคลนั้นไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามมาตรา 1718 และทายาทเห็นชอบ บางครอบครัวเลือกตั้งทนายหรือผู้ที่ไว้ใจเป็นคนกลางเพื่อลดความขัดแย้ง
ผู้จัดการมรดกที่ดี ไม่ได้วัดกันที่จำนวนคน แต่วัดกันที่ความไว้ใจ เลือกให้เหมาะกับครอบครัว แล้วมรดกจะไม่กลายเป็นสนามรบ