ต่างจากกรณีผู้จัดการมรดกที่มีอำนาจตามคำสั่งศาลและมีหน้าที่ตรวจสอบได้ กรณีที่น่ากังวลกว่าคือ ทายาทด้วยกันเองแอบจัดการทรัพย์ ตั้งแต่ก่อนหรือระหว่างที่ยังไม่มีใครตั้งผู้จัดการมรดก เพราะช่วงเวลานี้คือช่องว่างที่ไม่มีใครคุมอะไรได้เลย และทรัพย์มักหายไปเงียบ ๆ โดยที่ทายาทคนอื่นไม่รู้ตัวจนสายเกินไป
ลองสำรวจว่าครอบครัวคุณมีสัญญาณเหล่านี้หรือไม่
ในช่วงที่พ่อแม่ป่วยหนักหรือสภาพร่างกายอ่อนแอ หากมีลูกคนใดคนหนึ่งพาไปสำนักงานที่ดิน พาไปธนาคาร หรือให้เซ็นเอกสารโดยไม่บอกพี่น้องคนอื่น นี่คือสัญญาณอันตรายที่สุด เพราะการโอนทรัพย์ในช่วงที่ผู้โอนไม่มีสติสมบูรณ์ หรือถูกครอบงำจูงใจ อาจนำไปสู่การโต้แย้งความสมบูรณ์ของนิติกรรมได้ในภายหลัง
การที่ที่ดินหรือบัญชีเปลี่ยนชื่ออย่างรวดเร็วผิดปกติในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังโศกเศร้าและไม่มีใครสนใจเรื่องเอกสาร เป็นเรื่องที่ต้องตั้งข้อสังเกต โดยเฉพาะถ้าไม่เคยมีการปรึกษาหารือกันในครอบครัวมาก่อน
เมื่อขอดูโฉนด สมุดบัญชี หรือเอกสารทรัพย์สินแล้วได้รับการบ่ายเบี่ยง อ้างว่าหาย อ้างว่าอยู่กับทนาย หรือโกรธทุกครั้งที่มีคนถาม ความไม่โปร่งใสในระดับนี้มักมีเหตุผลบางอย่างอยู่เบื้องหลัง เพราะคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดย่อมไม่มีเหตุต้องปิดบัง
หนังสือมอบอำนาจเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ในทางไม่ชอบบ่อยที่สุดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะกรณีที่พ่อแม่เซ็นเอกสารเปล่าไว้ให้ลูกคนใดคนหนึ่งด้วยความไว้ใจ แล้วถูกนำไปกรอกข้อความภายหลัง หากพบว่ามีการโอนทรัพย์โดยอาศัยหนังสือมอบอำนาจที่คนอื่นไม่เคยรู้เรื่อง ต้องรีบตรวจสอบทันที
การเปลี่ยนแปลงฐานะอย่างกะทันหันโดยไม่มีที่มาที่ชัดเจนในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเสียชีวิตของพ่อแม่ เป็นสัญญาณที่ควรสังเกต แม้จะไม่ใช่หลักฐานโดยตรง แต่เป็นจุดเริ่มต้นให้ตรวจสอบเส้นทางทรัพย์สินต่อได้
หากมีการยื่นเอกสารให้เซ็นโดยบอกว่า "เซ็นตรงนี้แหละ เดี๋ยวพี่จัดการเอง" โดยไม่ให้อ่านหรือไม่อธิบายว่าเอกสารคืออะไร ต้องระวังอย่างยิ่ง เพราะอาจเป็นหนังสือสละมรดกหรือหนังสือยินยอมที่ทำให้คุณเสียสิทธิโดยไม่รู้ตัว อย่าเซ็นเอกสารใด ๆ ที่ไม่ได้อ่านและไม่เข้าใจเด็ดขาด
สิ่งที่ทำได้ทันทีคือ ไปคัดสำเนาเอกสารสิทธิที่สำนักงานที่ดินซึ่งที่ดินตั้งอยู่ เพื่อดูสารบบว่ามีการจดทะเบียนโอนหรือทำนิติกรรมใดบ้าง วันที่เท่าไร และโอนให้ใคร ข้อมูลนี้เป็นเอกสารราชการที่ผู้มีส่วนได้เสียขอตรวจสอบได้ตามหลักเกณฑ์ นอกจากนี้ควรรวบรวมหลักฐานเรื่องสภาพร่างกายและจิตใจของพ่อแม่ในช่วงเวลาที่มีการโอน เช่น เวชระเบียนหรือคำบอกเล่าของผู้ดูแล
หากพบว่าทรัพย์ถูกโอนไปแล้ว กฎหมายยังมีเครื่องมือให้ เช่น การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่ทำโดยไม่ชอบ หรือการฟ้องเรียกทรัพย์คืนสู่กองมรดกเพื่อนำมาแบ่งให้ทายาททุกคน (อ่านรายละเอียดเงื่อนไขและข้อจำกัดเรื่องผู้รับโอนสุจริตในบทความเรื่องที่ดินมรดกโดนโอนเป็นชื่อคนอื่น) และหากการกระทำเข้าข่ายปลอมเอกสารหรือเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต ก็อาจมีความรับผิดทางอาญาด้วย
หัวใจสำคัญคือ ความเร็ว เพราะยิ่งปล่อยเวลา ทรัพย์ยิ่งอาจถูกโอนต่อไปหลายทอดจนเจอผู้รับโอนสุจริต ซึ่งทำให้การเรียกคืนยากขึ้นมาก และอายุความก็เดินอยู่ตลอดเวลา
ถาม: พ่อโอนที่ดินให้พี่ตอนยังมีชีวิต ถือว่าผิดไหม
ตอบ: หากพ่อมีสติสมบูรณ์และเต็มใจให้ ย่อมเป็นสิทธิของเจ้าของทรัพย์ที่ทำได้ และทรัพย์นั้นไม่เป็นมรดกอีกต่อไป แต่หากพิสูจน์ได้ว่าทำในขณะไม่มีสติสมบูรณ์ ถูกหลอกลวง ข่มขู่ หรือใช้เอกสารปลอม ก็เป็นคนละเรื่องและโต้แย้งได้
ถาม: ไม่มีหลักฐานเลย ตรวจสอบเองได้ไหม
ตอบ: เริ่มจากคัดสารบบที่ดินและตรวจสอบเอกสารทรัพย์สินที่พอเข้าถึงได้ หากข้อมูลไม่พอ ทนายจะช่วยแนะนำช่องทางที่ถูกต้องในการขอข้อมูลเพิ่มเติม
ถาม: เพิ่งรู้เรื่องหลังผ่านไปหลายปี ยังทำอะไรได้ไหม
ตอบ: ต้องดูรายละเอียดวันที่รู้เหตุและประเภทของการเรียกร้อง เพราะอายุความแต่ละกรณีต่างกัน ควรรีบปรึกษาทนายเพื่อประเมินว่ายังอยู่ในกรอบเวลาหรือไม่
ทรัพย์ที่หายไปเงียบ ๆ มักไม่ได้หายไปในวันเดียว แต่หายไปในวันที่ไม่มีใครกล้าถาม การตั้งคำถามวันนี้ ดีกว่าเสียใจในวันที่สายเกิน