ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เข้าชื่อตัวเอง ผิดกฎหมายหรือไม่

ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เข้าชื่อตัวเอง ผิดกฎหมายหรือไม่

คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตที่ทายาทถามเข้ามาบ่อยที่สุดคำถามหนึ่ง เพราะสถานการณ์เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในหลายครอบครัว พี่คนโตได้เป็นผู้จัดการมรดก แล้วไม่นานหลังจากนั้น ที่ดินของพ่อก็เปลี่ยนมาเป็นชื่อของพี่ พร้อมคำอธิบายว่า "ก็ผู้จัดการมรดกมีอำนาจโอนได้" คำอธิบายนี้ถูกต้องหรือไม่ และทายาทคนอื่นควรทำอย่างไร

คำตอบสั้น ๆ โดยหลักคือทำไม่ได้

ผู้จัดการมรดกมีอำนาจ จัดการ ทรัพย์มรดก แต่ไม่ได้แปลว่ามีสิทธิ เอาทรัพย์เป็นของตน อำนาจที่ได้มาคืออำนาจในฐานะผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองมรดกและทายาททุกคน ไม่ใช่ใบอนุญาตให้จัดสรรทรัพย์ให้ตัวเอง

หลักกฎหมายที่ตรงประเด็นที่สุดคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722 ซึ่งกำหนดว่า ผู้จัดการมรดกจะทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกหาได้ไม่ เว้นแต่พินัยกรรมจะได้อนุญาตไว้ หรือได้รับอนุญาตจากศาล

การที่ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินของกองมรดกเข้าชื่อตัวเอง คือกรณีชัดเจนที่สุดของการทำนิติกรรมที่ตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์กับกองมรดก เพราะเป็นทั้งผู้โอนในฐานะผู้จัดการมรดก และผู้รับโอนในฐานะส่วนตัวไปพร้อมกัน

ข้อยกเว้นที่ทำได้จริง

กฎหมายไม่ได้ปิดตายเสียทีเดียว มีสองช่องทางที่ทำได้ ช่องทางแรกคือ พินัยกรรมอนุญาตไว้ เช่น เจ้ามรดกเขียนพินัยกรรมยกที่ดินแปลงนั้นให้แก่ผู้จัดการมรดกโดยเฉพาะ กรณีนี้ผู้จัดการมรดกรับทรัพย์ได้ตามสิทธิที่พินัยกรรมกำหนด ช่องทางที่สองคือ ได้รับอนุญาตจากศาล ซึ่งต้องยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลก่อนดำเนินการ

นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ไม่ใช่การเอาเปรียบ คือเมื่อ แบ่งมรดกให้ทายาททุกคนตามส่วนอย่างถูกต้อง แล้วผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งรับส่วนของตนไปตามสิทธิ กรณีนี้ไม่ใช่การโอนให้ตัวเองโดยมิชอบ แต่คือการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามหน้าที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว จุดชี้ขาดจึงอยู่ที่ว่า ทายาทคนอื่นได้รับส่วนของตนครบถ้วนหรือไม่ และการโอนนั้นโปร่งใสเพียงใด

ทายาทเรียกร้องอะไรได้บ้าง

เมื่อพบว่าผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เข้าชื่อตัวเองโดยไม่ชอบ ทายาทมีเครื่องมือหลายอย่าง

ทางแรกคือ ฟ้องเพิกถอนนิติกรรม เพื่อให้ทรัพย์กลับคืนสู่กองมรดกแล้วนำมาแบ่งใหม่ให้ถูกต้อง ทางที่สองคือ ร้องขอถอนผู้จัดการมรดก ตามมาตรา 1727 เพราะพฤติการณ์เช่นนี้เข้าข่ายจัดการโดยไม่สุจริตและละเลยหน้าที่ ทางที่สามคือ เรียกให้ชดใช้ค่าเสียหาย เพราะมาตรา 1720 กำหนดให้ผู้จัดการมรดกรับผิดต่อทายาทตามหลักตัวแทน

และหากพฤติการณ์เข้าข่ายเบียดบังเอาทรัพย์ไปโดยทุจริต ก็อาจมีความรับผิดทางอาญาฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 ประกอบมาตรา 354 ในฐานะผู้จัดการทรัพย์ตามคำสั่งศาล ซึ่งมักดำเนินการควบคู่ไปกับคดีแพ่งเพื่อกดดันให้คืนทรัพย์

สิ่งที่ควรทำทันทีเมื่อพบเรื่อง

ขั้นแรกคือไปคัดสารบบที่ดินหรือเอกสารทรัพย์สินที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูว่าโอนเมื่อใด ด้วยเหตุใด และมีการอ้างเอกสารอะไรประกอบ ขั้นที่สองคือเก็บหลักฐานว่าทายาทคนอื่นไม่เคยได้รับแจ้งหรือไม่เคยยินยอม เช่น ข้อความสนทนา หรือการที่ไม่เคยมีบัญชีทรัพย์มรดกให้ดูเลย ขั้นที่สามคือรีบปรึกษาทนายเพื่อประเมินว่าควรมุ่งไปที่การเพิกถอน การเรียกค่าเสียหาย หรือทั้งสองทางพร้อมกับการถอนออกจากตำแหน่ง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถาม: พี่บอกว่าโอนเข้าชื่อตัวเองไว้ก่อนเพื่อความสะดวก เดี๋ยวค่อยแบ่งทีหลัง ฟังขึ้นไหม

ตอบ: คำอธิบายนี้พบบ่อยแต่มีความเสี่ยงสูงต่อทายาทคนอื่น เพราะเมื่อทรัพย์อยู่ในชื่อบุคคลใดแล้ว การจะเรียกคืนทำได้ยากขึ้นและอาจถูกโอนต่อได้ หากจะทำเช่นนี้ควรมีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรของทายาททุกคน และควรปรึกษาทนายก่อน

ถาม: ถ้าทายาททุกคนยินยอมให้โอนเข้าชื่อผู้จัดการมรดก ทำได้ไหม

ตอบ: ความยินยอมของทายาทช่วยลดข้อพิพาทได้มาก แต่ควรทำเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจนว่ายินยอมในเงื่อนไขใด และหากเป็นกรณีที่เข้าข่ายมาตรา 1722 ก็ควรปรึกษาทนายเรื่องการขออนุญาตศาลเพื่อความปลอดภัย

ถาม: โอนไปแล้วขายต่อให้คนนอกไปอีกทอด ยังตามคืนได้ไหม

ตอบ: ขึ้นอยู่กับว่าผู้ซื้อสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ หากผู้ซื้อสุจริต การเพิกถอนจะยากขึ้น แต่ทายาทยังเรียกค่าเสียหายจากผู้จัดการมรดกได้ ควรรีบดำเนินการก่อนทรัพย์โอนต่อไปอีก

บทความที่เกี่ยวข้อง


ปรึกษาทนายคดีมรดกและผู้จัดการมรดก โดยตรง
Thai Chinese Law Firm รับปรึกษาและดำเนินคดีเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก ถอนผู้จัดการมรดก และเรียกค่าเสียหาย รองรับเอกสารภาษาไทย อังกฤษ และจีน

บริการเพิ่มเติมจากพาร์ทเนอร์ สำหรับจ้าง ทนายความคดีมรดก

LINE: https://lin.ee/9tULV0A | โทร 065-431-6810
อำนาจจัดการ ไม่เท่ากับสิทธิเป็นเจ้าของ เส้นบาง ๆ เส้นนี้คือสิ่งที่กฎหมายขีดไว้ เพื่อไม่ให้ความไว้ใจของครอบครัวถูกใช้ผิดทาง
Scroll