วันหนึ่งทายาทได้ข่าวจากเพื่อนบ้านว่า ที่ดินมรดกแปลงงามที่พ่อทิ้งไว้ มีคนมาเดินสำรวจ บอกว่าซื้อมาแล้ว ทั้งที่ในบรรดาพี่น้องไม่มีใครรับรู้เรื่องการขายเลยสักคน สืบไปสืบมาจึงรู้ว่าผู้จัดการมรดกจัดการขายที่ดินไปเงียบ ๆ แล้วนำเงินไปโดยไม่แบ่งให้ใคร คำถามที่ตามมาคือ ผู้จัดการมรดกมีอำนาจขายทรัพย์มรดกโดยที่ทายาทคนอื่นไม่ยินยอมได้จริงหรือ และถ้าไม่ได้ ทายาทจะเอาผิดอย่างไร
ต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้จัดการมรดกมีอำนาจตามกฎหมายในการจัดการทรัพย์มรดกพอสมควร ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ให้ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก และมาตรา 1724 กำหนดว่าทายาทย่อมผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการที่ผู้จัดการมรดกได้ทำไปภายในขอบอำนาจ
นั่นหมายความว่า ในบางกรณีการขายทรัพย์อาจเป็นสิ่งจำเป็นจริง เช่น ต้องขายเพื่อนำเงินมาชำระหนี้กองมรดก หรือทรัพย์นั้นแบ่งกันไม่ได้จึงต้องขายแล้วแบ่งเงิน แต่อำนาจนี้ไม่ใช่ใบเบิกทางให้ทำอะไรก็ได้ตามใจ เพราะผู้จัดการมรดกต้องทำเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและทายาททุกคน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว
จุดที่ทำให้การขายกลายเป็นเรื่องผิด มีหลายลักษณะ
ประการแรก หากผู้จัดการมรดกขายทรัพย์ให้ตัวเอง หรือขายให้พวกพ้องในราคาถูกผิดปกติเพื่อเอื้อประโยชน์ตน ย่อมขัดต่อมาตรา 1722 ที่ห้ามผู้จัดการมรดกทำนิติกรรมซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ประการที่สอง หากขายแล้วเบียดบังเอาเงินไปเป็นของตนไม่ยอมแบ่งให้ทายาท ก็เป็นการกระทำผิดหน้าที่และผิดต่อทายาท ประการที่สาม หากการขายไม่มีความจำเป็นใด ๆ ต่อกองมรดกเลย เป็นเพียงการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ ก็ถือว่าอยู่นอกขอบอำนาจ
ในทางกลับกัน หากผู้จัดการมรดกขายทรัพย์ให้บุคคลภายนอกที่สุจริตและเสียค่าตอบแทน โดยเป็นการกระทำภายในขอบอำนาจเพื่อประโยชน์ของกองมรดกจริง การซื้อขายนั้นอาจสมบูรณ์และผูกพันทายาท แต่ถึงอย่างนั้น ผู้จัดการมรดกก็ยังต้องรับผิดต่อทายาทในเรื่องการจัดการเงินที่ได้จากการขาย
กฎหมายให้ทายาทหลายเครื่องมือ ในทางแพ่ง ผู้จัดการมรดกต้องรับผิดต่อทายาทตามมาตรา 1720 ซึ่งนำหลักเรื่องตัวแทนมาใช้ ทายาทจึงเรียกให้ผู้จัดการมรดกส่งมอบเงินที่ได้จากการขายและชดใช้ค่าเสียหายได้ นอกจากนี้ยังร้องขอให้ศาลถอนผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1727 ได้ เพราะการกระทำเช่นนี้เข้าข่ายจัดการโดยไม่สุจริต
หากการขายเป็นการกระทำนอกขอบอำนาจ หรือผู้ซื้อรู้เห็นเป็นใจไม่สุจริต ทายาทอาจดำเนินการเพิกถอนนิติกรรมเพื่อเอาที่ดินกลับคืนสู่กองมรดกได้ (ดูรายละเอียดในบทความเรื่องเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินมรดก) และในทางอาญา หากการกระทำเข้าข่ายเบียดบังเอาทรัพย์หรือเงินของกองมรดกไปโดยทุจริต ก็อาจเป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 354 เนื่องจากกระทำในฐานะผู้จัดการทรัพย์ตามคำสั่งศาล
เมื่อทราบว่าทรัพย์ถูกขายไป สิ่งแรกคือรีบไปคัดเอกสารการโอนที่สำนักงานที่ดิน เพื่อดูว่าขายให้ใคร เมื่อไร ราคาเท่าไร จากนั้นรวบรวมหลักฐานว่าไม่เคยมีการปรึกษาหรือขอความยินยอมจากทายาท และตรวจสอบว่าเงินที่ได้จากการขายไปอยู่ที่ใด ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นฐานให้ทนายประเมินว่าควรมุ่งไปที่การเพิกถอนเอาที่ดินคืน หรือเรียกเงินและค่าเสียหายจากผู้จัดการมรดก พร้อมกับการถอนออกจากตำแหน่ง
เนื่องจากการเลือกแนวทางขึ้นอยู่กับว่าผู้ซื้อสุจริตหรือไม่ และทรัพย์ยังอยู่ในมือใคร การปรึกษาทนายอย่างรวดเร็วจึงสำคัญมาก เพราะยิ่งช้า ทรัพย์และเงินยิ่งกระจายจนตามคืนยากขึ้น
ถาม: ผู้จัดการมรดกขายที่ดินได้โดยไม่ต้องถามทายาทเลยหรือ
ตอบ: มีอำนาจจัดการรวมถึงขายได้ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของกองมรดก แต่ต้องไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว และต้องนำเงินมาแบ่งหรือจัดการเพื่อกองมรดก การขายแล้วเอาเงินไปเองย่อมมิชอบ
ถาม: ผู้ซื้อสุจริต เราเพิกถอนไม่ได้ ต้องยอมเสียที่ดินเลยไหม
ตอบ: หากเพิกถอนไม่ได้เพราะผู้ซื้อสุจริต ทายาทยังเรียกเงินที่ได้จากการขายและค่าเสียหายจากผู้จัดการมรดกได้ ไม่ได้แปลว่าสูญเปล่า
ถาม: ต้องฟ้องแพ่งหรืออาญาดีกว่ากัน
ตอบ: มักดำเนินการควบคู่กัน คดีแพ่งเพื่อเอาทรัพย์หรือเงินคืน คดีอาญาเพื่อกดดันและเอาผิด การวางแผนให้เหมาะกับรูปคดีควรปรึกษาทนายก่อน
อำนาจจัดการมรดก มีไว้เพื่อรักษาทรัพย์ให้ทายาท ไม่ใช่เพื่อฉวยไว้คนเดียว เมื่อความไว้ใจถูกใช้ผิดทาง กฎหมายยังยืนอยู่ข้างความถูกต้องเสมอ