เขียนโดย นายศรศักดา จิราพงษ์ · อัปเดตล่าสุด มิถุนายน 2026
ตอบสั้น ๆ: การข่มขู่ให้ผู้อื่นยอมมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์ในลักษณะทรัพย์สิน เป็นความผิดอาญา 2 ฐานที่ใกล้เคียงกัน คือ กรรโชก (มาตรา 337) คือข่มขืนใจโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน โทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ส่วน รีดเอาทรัพย์ (มาตรา 338) คือข่มขืนใจโดย "ขู่ว่าจะเปิดเผยความลับ" ที่จะทำให้ผู้ถูกขู่หรือผู้อื่นเสียหาย โทษ จำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาท ทั้งสองฐานเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายควรเก็บหลักฐานและดำเนินคดีโดยเร็ว บทความนี้อยู่ในชุด คู่มือคดีอาญาธุรกิจ
| ประเด็น | กรรโชก (ม.337) | รีดเอาทรัพย์ (ม.338) |
|---|---|---|
| วิธีข่มขู่ | ใช้กำลัง/ขู่ทำอันตรายชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง ทรัพย์สิน | ขู่ว่าจะเปิดเผยความลับให้เสียหาย |
| โทษจำคุก | ไม่เกิน 5 ปี | 1 ถึง 10 ปี |
| โทษปรับ | ไม่เกิน 100,000 บาท | 20,000 ถึง 200,000 บาท |
จุดต่างหลักอยู่ที่ "วิธีการข่มขู่" รีดเอาทรัพย์เป็นการขู่ว่าจะเปิดเผยความลับโดยเฉพาะ จึงมีโทษขั้นต่ำที่หนักกว่า ส่วนกรรโชกครอบคลุมการขู่เข็ญทั่วไปและการใช้กำลัง ทั้งสองฐานต้องมี "การข่มขืนใจจนผู้ถูกขู่ยอม" จึงจะครบองค์ประกอบความผิดสำเร็จ
การข่มขู่เรียกเงินทางออนไลน์หรือสื่อสังคม นอกจากอาจเป็นกรรโชก/รีดเอาทรัพย์แล้ว ยังอาจเกี่ยวพันกับความผิดอื่น การแยกแยะว่าการกระทำเข้าข่ายฐานใดต้องดูถ้อยคำและพฤติการณ์ คล้ายกับการแยกเส้นแบ่งระหว่างฉ้อโกงกับยักยอก ดูแนวคิดเรื่องการวางฐานความผิดได้ที่ ฉ้อโกง vs ยักยอกทรัพย์
การ "ขู่ว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมาย" หากใช้สิทธิโดยสุจริตเพื่อเรียกร้องสิ่งที่ตนมีสิทธิ เช่น เจ้าหนี้บอกว่าจะฟ้องหากไม่ชำระหนี้ที่มีอยู่จริง โดยหลักไม่ใช่การกรรโชก แต่หากเป็นการขู่เพื่อเรียกทรัพย์ที่ตนไม่มีสิทธิ หรือขู่จะเปิดเผยความลับเพื่อบีบให้จ่ายเงิน ก็อาจเข้าข่ายความผิด เส้นแบ่งนี้ละเอียดอ่อนและขึ้นกับข้อเท็จจริง ทั้งฝ่ายผู้เรียกร้องและผู้ถูกเรียกจึงควรปรึกษาทนายก่อนดำเนินการ เพื่อไม่ให้การทวงสิทธิโดยชอบกลายเป็นคดีอาญา
เก็บหลักฐานให้ครบ: ผู้เสียหายควรบันทึกข้อความ เสียง คลิป หรือพยานที่แสดงการข่มขู่และการเรียกทรัพย์ พร้อมวันเวลาและช่องทางที่ติดต่อ อย่าลบหลักฐาน และอย่าจ่ายเงินซ้ำโดยไม่ปรึกษา เพราะหลักฐานเหล่านี้สำคัญต่อการดำเนินคดีและการพิสูจน์เจตนาข่มขู่
เมื่อถูกข่มขู่เรียกเงิน ผู้เสียหายควรตั้งสติ ไม่ยอมจ่ายโดยไม่ปรึกษา รวบรวมหลักฐานทั้งหมด แล้วแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือฟ้องคดีเอง กรรโชกและรีดเอาทรัพย์เป็นความผิดที่รัฐดำเนินคดีได้ การปรึกษาทนายช่วยประเมินว่าควรแจ้งความหรือฟ้องเอง และวางแผนเก็บหลักฐานเพิ่มอย่างปลอดภัย ความต่างของสองช่องทางดูที่ แจ้งความ vs ฟ้องคดีอาญาเอง และถ้าการข่มขู่มาพร้อมการทำให้เสียชื่อเสียงทางออนไลน์ ดูที่ หมิ่นประมาทออนไลน์
เจ้าหนี้หรือผู้ประกอบการที่ติดตามหนี้ต้องระวังเช่นกัน เพราะการทวงหนี้ที่ใช้ถ้อยคำข่มขู่ว่าจะทำร้าย จะประจาน หรือจะเปิดเผยความลับ อาจเปลี่ยนจาก "การทวงสิทธิโดยชอบ" กลายเป็นความผิดฐานกรรโชกหรือรีดเอาทรัพย์เสียเอง อีกทั้งการทวงถามหนี้ยังมีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดวิธีและข้อห้ามไว้ เช่น ห้ามข่มขู่ ใช้ความรุนแรง หรือประจานลูกหนี้
การทวงหนี้อย่างถูกวิธีช่วยให้ได้เงินคืนโดยไม่กลายเป็นคดีอาญาเสียเอง วิธีทำหนังสือทวงถามที่มีผลดูที่ หนังสือบอกกล่าวทวงถาม (โนติส)
การขู่ว่าจะเปิดเผยความลับหรือคลิปให้เสียหายเพื่อบีบให้จ่ายเงิน เข้าข่ายความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามมาตรา 338 ซึ่งมีโทษจำคุก 1-10 ปี ผู้เสียหายควรเก็บหลักฐานและรีบดำเนินคดี ไม่ควรจ่ายเงินโดยไม่ปรึกษา
การขู่ว่าจะใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อเรียกหนี้ที่มีอยู่จริงโดยสุจริต โดยหลักไม่เป็นการกรรโชก แต่ถ้าขู่เพื่อเรียกทรัพย์เกินสิทธิหรือใช้วิธีข่มขู่ที่ผิดกฎหมาย อาจเข้าข่ายความผิด ขึ้นกับข้อเท็จจริง ควรปรึกษาทนาย
การข่มขู่เพื่อเรียกทรัพย์อาจเป็นความผิดได้แม้ผู้เสียหายยังไม่ได้จ่าย โดยอาจเป็นความผิดขั้นพยายามหรือครบองค์ประกอบแล้วแต่พฤติการณ์ ควรเก็บหลักฐานการข่มขู่และปรึกษาทนายเพื่อประเมินรูปคดี
กรรโชกและรีดเอาทรัพย์เป็นความผิดอาญาที่รัฐดำเนินคดีได้ โดยหลักไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องตกลงกันเองแล้วจบ ผู้เสียหายควรดำเนินคดีตามขั้นตอนและปรึกษาทนาย
ถูกข่มขู่เรียกเงิน อย่าจ่ายโดยไม่ปรึกษา และอย่าลบหลักฐาน เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะเรื่อง ทีมทนายคดีอาญาของเราช่วยประเมินฐานความผิด เก็บหลักฐาน และดำเนินคดีกรรโชก/รีดเอาทรัพย์ รวมถึงปกป้องผู้ที่ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม ปรึกษาเบื้องต้นฟรี โทร 065-431-6810 หรือ LINE @thaichineselawfirm สื่อสารได้ทั้งไทย จีน อังกฤษ
Powered by Froala Editor