เขียนโดย นายศรศักดา จิราพงษ์ · อัปเดตล่าสุด มิถุนายน 2026
ตอบสั้น ๆ: ความต่างหลักอยู่ที่ "ทรัพย์มาอยู่ในมืออย่างไร" — ฉ้อโกง (ป.อาญา มาตรา 341) คือการ "หลอกลวง" ให้เขาส่งมอบทรัพย์ให้ตั้งแต่ต้น ส่วน ยักยอกทรัพย์ (มาตรา 352) คือทรัพย์อยู่ในความครอบครองของเราโดยชอบอยู่แล้ว แล้วเรา "เบียดบัง" เอาเป็นของตนโดยทุจริต ทั้งสองฐานเป็นความผิดอันยอมความได้ มีอายุความร้องทุกข์ 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด บทความนี้อยู่ในชุด คู่มือคดีฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ในธุรกิจ
ความผิดฐานฉ้อโกงเกิดเมื่อผู้กระทำ หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงที่ควรบอก และโดยการหลอกลวงนั้นทำให้ได้ทรัพย์สินไปจากผู้ถูกหลอกหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้เขาทำ/ถอน/ทำลายเอกสารสิทธิ จุดสำคัญคือ "เจตนาทุจริตและการหลอกลวงต้องมีมาตั้งแต่ต้น" เหยื่อยอมส่งมอบทรัพย์ให้เพราะหลงเชื่อข้อความเท็จนั้น เช่น หลอกขายของที่ไม่มีจริง อ้างสรรพคุณเท็จเพื่อให้โอนเงิน หรือสร้างเรื่องลวงให้ลงทุน
ตัวอย่างที่พบมากในยุคนี้คือ ฉ้อโกงออนไลน์ หลอกโอนเงิน ซื้อของไม่ได้ของ หรือหลอกให้ลงทุน ซึ่งมีขั้นตอนรับมือเฉพาะ เช่น การอายัดบัญชีผ่านสายด่วน อ่านต่อได้ที่ โดนโกงออนไลน์ อายัดบัญชีเอาเงินคืนได้ไหม
ความผิดฐานยักยอกเกิดเมื่อผู้กระทำ ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นโดยชอบอยู่แล้ว เช่น ได้รับมอบหมายให้ดูแล เก็บรักษา หรือจัดการแทน แล้ว เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จุดต่างจากฉ้อโกงคือ ตอนรับทรัพย์มา "ไม่ได้หลอก" และทรัพย์มาอยู่ในมือโดยสุจริต แต่เจตนาทุจริตมาเกิดภายหลัง
กรณีที่พบบ่อยในธุรกิจคือ พนักงาน แคชเชียร์ หรือพนักงานบัญชีเบียดบังเงินบริษัทที่ตนดูแล ซึ่งมีวิธีดำเนินคดีและเรียกทรัพย์คืนโดยเฉพาะ อ่านต่อได้ที่ พนักงานยักยอกเงินบริษัท และหากเป็นการยักยอกที่เกี่ยวกับเช็คที่รับมา ก็มักโยงกับ คดีเช็คเด้ง ด้วย
| ประเด็น | ฉ้อโกง (ม.341) | ยักยอก (ม.352) |
|---|---|---|
| ทรัพย์มาอยู่ในมืออย่างไร | ได้มาเพราะหลอกลวง | ครอบครองโดยชอบอยู่ก่อน |
| เจตนาทุจริตเกิดเมื่อ | ตั้งแต่ต้น | เกิดภายหลัง |
| บทบาทของเหยื่อ | หลงเชื่อจึงส่งมอบเอง | มอบให้ดูแลด้วยความไว้ใจ |
| ลักษณะคดี | ยอมความได้ | ยอมความได้ |
| อายุความร้องทุกข์ | 3 เดือนนับแต่รู้เรื่อง+รู้ตัวคนทำ | 3 เดือนนับแต่รู้เรื่อง+รู้ตัวคนทำ |
ทำไมต้องแยกให้ถูก: ถ้าตั้งข้อหาผิดฐาน เช่น เรื่องที่ควรเป็นยักยอกกลับไปแจ้งฉ้อโกง อาจทำให้รูปคดีอ่อนหรือพนักงานสอบสวนไม่รับ การวางข้อเท็จจริงและเลือกฐานความผิดให้ตรงตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก
ทั้งฉ้อโกงและยักยอกเป็นความผิดที่มีโทษทางอาญา (จำคุกและ/หรือปรับ) และในกรณีพื้นฐานเป็น ความผิดอันยอมความได้ หมายความว่าผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด หากปล่อยให้พ้นกำหนดนี้ คดีอาญาขาดอายุความร้องทุกข์ ดำเนินคดีอาญาไม่ได้ จึงต้องรีบรวบรวมหลักฐานและร้องทุกข์โดยเร็ว ข้อยกเว้นบางกรณี เช่น ฉ้อโกงประชาชน อาจมีลักษณะและกรอบเวลาต่างออกไป
นอกจากคดีอาญาแล้ว ผู้เสียหายยังมีสิทธิเรียกทรัพย์หรือค่าเสียหายทาง แพ่ง ควบคู่กันได้ และมักดำเนินคู่ขนานเพื่อให้ได้ทั้ง "เอาผิด" และ "เอาเงินคืน" หลักการแยกแดนอาญา-แพ่งและการเรียกทรัพย์คืนอธิบายไว้ครบในเสาหลัก คู่มือคดีฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ในธุรกิจ
ผู้เสียหายมีสองทาง ทางแรกคือ ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ให้ตำรวจสอบสวนและส่งอัยการฟ้อง เหมาะกับคดีที่ต้องใช้อำนาจรัฐในการสืบสวน เช่น ตามเส้นทางเงินหรือออกหมาย ทางที่สองคือ ฟ้องคดีอาญาเองต่อศาล ซึ่งควบคุมรูปคดีได้เองและมักเร็วในบางกรณี แต่ต้องมีหลักฐานพร้อมและรับภาระการนำสืบเต็มที่ การเลือกทางที่เหมาะกับข้อเท็จจริงและหลักฐานที่มีคือกุญแจสำคัญ และควรปรึกษาทนายก่อนตัดสินใจ
การยืมแล้วไม่คืนเฉย ๆ มักเป็นเรื่อง "ผิดสัญญาทางแพ่ง" ไม่ใช่ฉ้อโกง เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่ามีการหลอกลวงด้วยข้อความเท็จและเจตนาทุจริตมาตั้งแต่ตอนยืม เช่น สร้างเรื่องเท็จเพื่อให้หลงเชื่อโอนเงิน กรณีนี้จึงอาจเข้าข่ายฉ้อโกง
หากพนักงานครอบครองหรือดูแลเงินนั้นโดยหน้าที่อยู่แล้วแล้วเบียดบังเอาไป มักเข้าข่าย "ยักยอกทรัพย์" ตามมาตรา 352 แต่ถ้ามีการปลอมเอกสารหรือหลอกลวงร่วมด้วย อาจมีความผิดฐานอื่นเพิ่ม ควรให้ทนายตรวจข้อเท็จจริงเพื่อวางฐานให้ครบ
หากคดีอาญาขาดอายุความร้องทุกข์ ก็ดำเนินคดีอาญาฐานยอมความได้ไม่ได้ แต่สิทธิเรียกทรัพย์/ค่าเสียหายทางแพ่งอาจยังมีอยู่ภายในอายุความแพ่ง ควรปรึกษาทนายเพื่อประเมินทางเลือกที่เหลือ
ไม่มีใครรับประกันผลคดีหรือการได้เงินคืนได้ เพราะขึ้นกับพยานหลักฐานและความสามารถในการชำระของผู้กระทำผิด สิ่งที่ทำได้คือวางรูปคดีให้รัดกุม ตามเส้นทางทรัพย์ และดำเนินการทั้งอาญา-แพ่งคู่กันเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับชดใช้
เลือกฐานความผิดผิด หรือปล่อยเลย 3 เดือน อาจทำให้คดีอ่อนหรือขาดอายุความ เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะเรื่อง ทีมทนายคดีอาญาธุรกิจของเราช่วยวิเคราะห์ข้อเท็จจริง วางฐานความผิด และดำเนินคดีอาญา-แพ่งคู่กัน ปรึกษาเบื้องต้นฟรี โทร 065-431-6810 หรือ LINE @thaichineselawfirm สื่อสารได้ทั้งไทย จีน อังกฤษ
Powered by Froala Editor