เขียนโดย นายศรศักดา จิราพงษ์ · อัปเดตล่าสุด กรกฎาคม 2026
ตอบสั้น ๆ: "ใบเตือน" หรือหนังสือตักเตือนเป็นเครื่องมือทางวินัยที่นายจ้างใช้เมื่อลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบการทำงาน จุดสำคัญคือ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 119 (4) หากลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับ/ระเบียบ/คำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายในกรณีที่ "ไม่ร้ายแรง" นายจ้างต้องเคยตักเตือนเป็นหนังสือมาก่อน แล้วลูกจ้างทำผิดซ้ำในเรื่องเดิมภายในเวลาที่หนังสือเตือนยังมีผล (ไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันกระทำผิด) จึงจะเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ส่วนกรณีที่ผิด "ร้ายแรง" เลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องตักเตือนก่อน การทำใบเตือนให้ถูกต้องจึงสำคัญมากทั้งต่อนายจ้างและลูกจ้าง บทความนี้อยู่ในชุด คู่มือกฎหมายแรงงานสำหรับนายจ้าง
การฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบการทำงานแบ่งเป็นสองระดับที่มีผลต่อการเลิกจ้างต่างกัน กรณี "ร้ายแรง" เช่น ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้นายจ้างเสียหายอย่างมาก หรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง นายจ้างเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและไม่ต้องตักเตือนก่อน ส่วนกรณี "ไม่ร้ายแรง" เช่น มาสายบ่อย ละเลยหน้าที่เล็กน้อย นายจ้างต้องออกหนังสือตักเตือนก่อน และหากลูกจ้างทำผิดซ้ำในเรื่องเดิมภายในเวลาที่หนังสือเตือนมีผล จึงจะเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย กรณีเลิกจ้างที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยทั้งหมดดูที่ เลิกจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ม.119
หนังสือเตือนที่ดีต้องระบุการกระทำผิดให้ชัดเจน ไม่ใช่เขียนลอย ๆ และเก็บสำเนาไว้เป็นหลักฐาน หนังสือเตือนมีผลไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด หากพ้นกำหนดแล้วทำผิดใหม่ ก็ถือเป็นการเริ่มนับใหม่ ต้องตักเตือนใหม่ การมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ชัดเจนช่วยให้การออกใบเตือนและการลงโทษมีฐานอ้างอิง ดูที่ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
ลูกจ้างไม่ยอมเซ็นใบเตือน ยังมีผลไหม: การที่ลูกจ้างไม่ยอมลงชื่อรับทราบใบเตือน ไม่ได้ทำให้ใบเตือนเสียผล หากนายจ้างได้แจ้งและมีพยานยืนยันว่าได้ตักเตือนจริง ใบเตือนก็ยังใช้ได้ ดังนั้นนายจ้างควรมีพยานหรือบันทึกการรับทราบ ส่วนลูกจ้างที่เห็นว่าใบเตือนไม่เป็นธรรมควรทำบันทึกโต้แย้งไว้แทนการปฏิเสธเฉย ๆ
กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนครั้งตายตัวว่าต้องเตือน "สามครั้ง" อย่างที่หลายคนเข้าใจ หลักตามมาตรา 119 (4) คือ เมื่อออกหนังสือตักเตือนแล้ว "ลูกจ้างทำผิดซ้ำ" ในเรื่องเดิมภายในเวลาที่หนังสือเตือนมีผล นายจ้างก็เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นั่นคือโดยหลักเตือนเป็นหนังสือหนึ่งครั้งแล้วทำผิดซ้ำก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องสามครั้ง อย่างไรก็ดี นายจ้างหลายแห่งกำหนดขั้นตอนภายในให้เตือนหลายครั้งเพื่อความเป็นธรรม ซึ่งทำได้และช่วยลดข้อโต้แย้ง แต่ต้องระวังว่าการทำผิดซ้ำต้องเป็น "เรื่องเดียวกัน" กับที่เคยเตือน
หากนายจ้างเลิกจ้างโดยอ้างใบเตือนที่ไม่ชอบ เช่น ใบเตือนไม่ระบุการกระทำผิดชัดเจน การทำผิดซ้ำไม่ใช่เรื่องเดียวกัน หรือหนังสือเตือนพ้นอายุ 1 ปีแล้ว การเลิกจ้างนั้นอาจถือเป็นการเลิกจ้างที่ต้องจ่ายค่าชดเชย หรือถึงขั้นเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ทำให้นายจ้างต้องจ่ายค่าเสียหายเพิ่ม การออกใบเตือนและการเลิกจ้างจึงต้องทำอย่างรอบคอบและมีหลักฐาน เรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมดูที่ เลิกจ้างไม่เป็นธรรม นายจ้างป้องกันอย่างไร
ไม่จริงตามกฎหมาย มาตรา 119(4) กำหนดเพียงว่าต้องเคยตักเตือนเป็นหนังสือแล้วลูกจ้างทำผิดซ้ำในเรื่องเดิมภายในเวลาที่หนังสือเตือนมีผล จึงเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย โดยหลักเตือนหนึ่งครั้งแล้วทำผิดซ้ำก็พอ การเตือนหลายครั้งเป็นนโยบายภายในที่ทำได้เพื่อความเป็นธรรม
หนังสือตักเตือนมีผลไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด หากลูกจ้างทำผิดซ้ำในเรื่องเดิมภายใน 1 ปีนั้น นายจ้างจึงใช้เป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ หากพ้นกำหนดต้องเริ่มตักเตือนใหม่
ไม่เสีย การไม่ยอมลงชื่อรับทราบไม่ทำให้ใบเตือนไม่มีผล หากนายจ้างได้ตักเตือนจริงและมีพยานหรือบันทึกยืนยัน ใบเตือนก็ใช้ได้ นายจ้างจึงควรมีพยานลงชื่อกรณีลูกจ้างปฏิเสธ
ไม่ต้อง กรณีลูกจ้างกระทำผิดร้ายแรงตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจทำให้นายจ้างเสียหายอย่างมาก นายจ้างเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องตักเตือนก่อนและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่ต้องมีหลักฐานชัดเจนว่าการกระทำนั้นร้ายแรงจริง
ใบเตือนที่ทำไม่ถูกต้องอาจกลายเป็นคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะเรื่อง ทีมทนายที่ปรึกษากฎหมายแรงงานของเราช่วยนายจ้างวางระบบวินัย ออกใบเตือน-เลิกจ้างให้ถูกกฎหมาย และช่วยลูกจ้างที่ถูกใบเตือน/เลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ปรึกษาเบื้องต้นฟรี โทร 065-431-6810 หรือ LINE @thaichineselawfirm สื่อสารได้ทั้งไทย จีน อังกฤษ
Powered by Froala Editor