ข้อผิดพลาดที่ทำให้ครอบครัวทะเลาะกันมากที่สุดในคดีมรดก ไม่ใช่เรื่องใครควรได้เท่าไร แต่คือ การเอาทรัพย์ทั้งหมดมากองรวมกันแล้วหารตามจำนวนทายาท ทั้งที่ทรัพย์ส่วนหนึ่งไม่ใช่มรดกตั้งแต่แรก การเข้าใจความต่างระหว่างสินสมรส สินส่วนตัว และมรดก จึงเป็นก้าวแรกที่ทำให้การแบ่งเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
สินสมรสคือทรัพย์สินที่สามีภรรยาได้มาระหว่างสมรส ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 กำหนดให้สินสมรสได้แก่ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส รวมถึงเงินเดือน โบนัส เงินบำนาญ และดอกผลของสินส่วนตัว โดยหลักแล้วทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันหลังจดทะเบียนสมรสถือเป็นสินสมรส แม้จะใส่ชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงคนเดียวก็ตาม
จุดสำคัญคือ สินสมรสเป็นทรัพย์ที่ ทั้งสองฝ่ายเป็นเจ้าของร่วมกัน ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ผู้เดียว
มาตรา 1471 กำหนดสินส่วนตัวไว้สี่กลุ่ม ได้แก่ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ ก่อนสมรส ทรัพย์ที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับที่เหมาะสมกับฐานะ หรือเครื่องมือที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสโดยทาง มรดกหรือการให้โดยเสน่หา และของหมั้น
ข้อที่สามสำคัญมากและมักถูกเข้าใจผิด เช่น สามีได้รับที่ดินมรดกจากพ่อของตนระหว่างที่แต่งงานอยู่ ที่ดินนั้นเป็น สินส่วนตัวของสามี ไม่ใช่สินสมรส แม้จะได้มาระหว่างสมรสก็ตาม
มรดกคือทรัพย์สินทุกอย่าง ที่เป็นของผู้ตายในขณะที่เสียชีวิต ซึ่งจะตกทอดแก่ทายาท ไม่ใช่ทรัพย์ทั้งหมดที่อยู่ในบ้านหรือในชื่อของครอบครัว
หัวใจจึงอยู่ตรงนี้ เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต การสมรสสิ้นสุดลง ต้องแบ่งสินสมรสออกก่อน โดยครึ่งหนึ่งเป็นของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในฐานะเจ้าของ ซึ่ง ไม่ใช่มรดกและไม่ต้องนำมาแบ่งกับลูก ส่วนอีกครึ่งหนึ่งของผู้ตาย เมื่อรวมกับสินส่วนตัวของผู้ตายทั้งหมด จึงกลายเป็นกองมรดกที่ตกทอดแก่ทายาท
สมมติครอบครัวหนึ่ง สามีเสียชีวิต มีภรรยาที่จดทะเบียนถูกต้องและลูกสองคน ทรัพย์สินมีดังนี้
บ้านมูลค่า 6 ล้านบาท ซื้อร่วมกันหลังแต่งงาน ถือเป็นสินสมรส และที่ดินมูลค่า 2 ล้านบาท ซึ่งสามีได้รับเป็นมรดกจากพ่อของตนระหว่างสมรส ถือเป็นสินส่วนตัวของสามี
ขั้นแรก แบ่งสินสมรส บ้าน 6 ล้านบาท แบ่งครึ่ง ภรรยาได้ 3 ล้านบาทในฐานะเจ้าของสินสมรส ส่วนอีก 3 ล้านบาทเป็นของสามี
ขั้นที่สอง รวมกองมรดก กองมรดกของสามีคือ 3 ล้านบาทจากบ้าน บวกกับที่ดินสินส่วนตัวอีก 2 ล้านบาท รวมเป็น 5 ล้านบาท
ขั้นที่สาม แบ่งมรดก ภรรยาได้ส่วนเสมือนบุตรหนึ่งคนตามมาตรา 1635 จึงแบ่ง 5 ล้านบาทเป็นสามส่วนเท่ากันระหว่างภรรยาและลูกสองคน ได้คนละประมาณ 1.67 ล้านบาท
สรุป ภรรยาได้รวมทั้งสิ้นประมาณ 4.67 ล้านบาท ส่วนลูกได้คนละประมาณ 1.67 ล้านบาท ซึ่งต่างจากการเอาทรัพย์ 8 ล้านบาทมาหารสามอย่างที่หลายครอบครัวเข้าใจผิดอย่างมาก
ปัญหาในทางปฏิบัติมักเกิดจากการพิสูจน์ว่าทรัพย์ชิ้นใดเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว โดยเฉพาะทรัพย์ที่ซื้อระหว่างสมรสแต่ใช้เงินที่มีมาก่อนสมรส หรือทรัพย์ที่ได้รับให้มาแต่ไม่มีเอกสารยืนยันว่าให้เฉพาะฝ่ายใด กรณีเหล่านี้ต้องอาศัยพยานหลักฐานเรื่องที่มาของเงินและเจตนาของผู้ให้
ดังนั้นสิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันนี้คือ เก็บหลักฐานที่มาของทรัพย์สำคัญไว้ให้ดี เช่น สัญญาซื้อขาย หลักฐานการโอนเงิน หรือหนังสือให้โดยเสน่หา เพราะเอกสารเหล่านี้คือสิ่งที่ตัดสินว่าทรัพย์นั้นจะถูกแบ่งอย่างไรในวันข้างหน้า
ถาม: บ้านใส่ชื่อสามีคนเดียว ภรรยาไม่มีสิทธิเลยใช่ไหม
ตอบ: ไม่ใช่ หากซื้อระหว่างสมรสด้วยเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน โดยหลักถือเป็นสินสมรสแม้ใส่ชื่อฝ่ายเดียว ภรรยาจึงมีสิทธิในครึ่งหนึ่งในฐานะเจ้าของสินสมรส
ถาม: เงินที่ได้จากการขายที่ดินมรดกของสามี ถือเป็นสินสมรสไหม
ตอบ: โดยหลักเงินที่ได้จากการขายสินส่วนตัว ยังคงมีสถานะเป็นสินส่วนตัว แต่รายละเอียดอาจซับซ้อนหากมีการนำไปปะปนหรือลงทุนร่วม ควรปรึกษาทนายพร้อมหลักฐาน
ถาม: ไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีสินสมรสไหม
ตอบ: ไม่มีสินสมรสตามกฎหมาย แต่ทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันอาจเป็นกรรมสิทธิ์รวมตามส่วนที่แต่ละฝ่ายลงแรงลงทุน ซึ่งเป็นคนละหลักกัน (อ่านในบทความเรื่องอยู่กินไม่จดทะเบียน)
บริการเพิ่มเติมจากพาร์ทเนอร์ สำหรับจ้าง ทนายความคดีมรดก
ก่อนจะเถียงกันว่าใครได้เท่าไร ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าอะไรคือมรดกจริง ๆ เพราะการเริ่มนับผิดตั้งแต่ก้อนแรก ทำให้ทุกอย่างหลังจากนั้นผิดตามไปหมด