เขียนโดย นายศรศักดา จิราพงษ์ · อัปเดตล่าสุด มิถุนายน 2026
ตอบสั้น ๆ: การให้กู้ยืมเงิน เกินกว่า 2,000 บาท ถ้าจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ ต้องมี หลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 และ ดอกเบี้ยห้ามเกินร้อยละ 15 ต่อปี (มาตรา 654) เกินกว่านั้นดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะและอาจมีความผิดตามกฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ปัจจุบันหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น สลิปโอนเงินและข้อความแชตที่ระบุการกู้ ก็ใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบได้ บทความนี้อยู่ในชุด คู่มือร่างและตรวจสัญญาธุรกิจ
มาตรา 653 กำหนดว่า การกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้กู้ จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ "หลักฐานเป็นหนังสือ" ไม่จำเป็นต้องเป็นสัญญากู้รูปแบบทางการเสมอไป อาจเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ ใบรับเงิน หรือข้อความที่ผู้กู้ยอมรับว่ากู้และจะคืน ตราบที่มีสาระสำคัญและลงลายมือชื่อผู้กู้ การมีสัญญากู้ที่ระบุจำนวนเงิน วันที่ กำหนดชำระคืน และดอกเบี้ยให้ชัด จึงช่วยให้ฟ้องได้ง่ายและลดข้อโต้แย้ง
การกู้ยืมเงินระหว่างบุคคล กฎหมายห้ามคิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี หากตกลงดอกเบี้ยสูงเกินกว่านี้ ดอกเบี้ยส่วนนั้นตกเป็นโมฆะ และการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรายังอาจเป็นความผิดอาญาตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา การคิดดอกเบี้ยให้ถูกกฎหมายจึงสำคัญทั้งต่อการบังคับสิทธิและการไม่ตกเป็นผู้กระทำผิดเสียเอง
ระวังดอกเบี้ยโหด-เงินกู้นอกระบบ: การปล่อยกู้คิดดอกเบี้ยเกิน 15%/ปี นอกจากดอกเบี้ยเป็นโมฆะแล้ว ผู้ให้กู้ยังเสี่ยงความผิดอาญา ส่วนการทวงหนี้ก็ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย ห้ามข่มขู่หรือประจาน ดูวิธีทวงและบอกกล่าวที่ถูกต้องที่ หนังสือบอกกล่าวทวงถาม (โนติส)
ในยุคที่โอนเงินผ่านแอปธนาคารและคุยกันทางแชต หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์มีความสำคัญมาก สลิปการโอนเงินที่แสดงผู้โอน-ผู้รับและจำนวน ประกอบกับข้อความแชตที่ผู้กู้ยอมรับว่ายืมและจะคืน สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานสนับสนุนการฟ้องได้ แม้ไม่มีสัญญากระดาษ อย่างไรก็ดี การมีข้อความที่ผู้กู้ "ลงลายมือชื่อ" หรือยอมรับหนี้อย่างชัดเจนยังช่วยให้คดีหนักแน่นกว่า การเก็บหลักฐานให้ครบตั้งแต่ต้นจึงสำคัญ และเป็นหนึ่งในข้อพลาดที่ควรเลี่ยงตามที่อธิบายใน 7 ข้อพลาดในสัญญาที่ทำให้เสียเปรียบ
เมื่อถึงกำหนดแล้วลูกหนี้ไม่คืน ควรมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระภายในเวลาพอสมควรก่อน หากเพิกเฉยจึงฟ้องคดีแพ่งเรียกเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย และเมื่อชนะคดีแล้วลูกหนี้ยังไม่จ่าย ก็ต้องบังคับคดี-สืบทรัพย์ ซึ่งหากลูกหนี้โอนทรัพย์หนีก็มีทางจัดการตามที่อธิบายใน ลูกหนี้โอนทรัพย์หนีเจ้าหนี้ (ม.350) ทั้งนี้การฟ้องคดีกู้ยืมมีอายุความ ควรดำเนินการภายในกำหนดและปรึกษาทนายเพื่อรักษาสิทธิ
ถ้ากู้เกิน 2,000 บาทและไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้เลย จะฟ้องร้องบังคับคดีได้ยากตามมาตรา 653 แต่ปัจจุบันสลิปโอนเงินและข้อความแชตที่ผู้กู้ยอมรับหนี้อาจใช้เป็นหลักฐานประกอบได้ ควรรวบรวมหลักฐานทั้งหมดและปรึกษาทนายเพื่อประเมินคดี
การกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี เกินกว่านั้นดอกเบี้ยเป็นโมฆะและผู้ให้กู้อาจมีความผิดอาญา ดังนั้นแม้ตกลงดอกเบี้ยสูงไว้ก็เรียกได้ไม่เกินที่กฎหมายกำหนด
ถ้าไม่ได้ตกลงดอกเบี้ยกันไว้ โดยหลักเรียกดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด แต่จะเรียกดอกเบี้ยระหว่างสัญญาในอัตราสูงไม่ได้หากไม่ได้ตกลงไว้ การระบุดอกเบี้ยให้ชัด (ไม่เกิน 15%/ปี) ตั้งแต่ต้นช่วยป้องกันข้อโต้แย้ง
ทำได้ แต่ควรระบุสกุลเงิน อัตราแลกเปลี่ยน กฎหมายที่ใช้บังคับ และทำสัญญาให้ชัดเจน โดยเฉพาะธุรกรรมไทย-ต่างชาติที่อาจมีประเด็นเพิ่มเติม การมีทีมที่สื่อสารหลายภาษาช่วยให้สัญญารัดกุมและเข้าใจตรงกัน
ให้ยืมเงินโดยไม่มีหลักฐาน หรือคิดดอกเบี้ยเกินกฎหมาย อาจฟ้องไม่ได้หรือกลายเป็นผู้กระทำผิดเอง เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะเรื่อง ทีมทนายคดีแพ่งและสัญญาของเราช่วยร่างสัญญากู้ยืมให้รัดกุม ฟ้องเรียกหนี้ และบังคับคดี ปรึกษาเบื้องต้นฟรี โทร 065-431-6810 หรือ LINE @thaichineselawfirm สื่อสารได้ทั้งไทย จีน อังกฤษ
Powered by Froala Editor