เขียนโดย นายศรศักดา จิราพงษ์ · อัปเดตล่าสุด มิถุนายน 2026
ตอบสั้น ๆ: ความต่างหลักอยู่ที่ "ใครครอบครองทรัพย์ขณะกระทำผิด" — ลักทรัพย์ (ป.อาญา มาตรา 334) คือการเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่อยู่ในความครอบครองของผู้อื่นไปโดยทุจริต (ผู้กระทำไม่ได้ครอบครองมาก่อน) ส่วน ยักยอกทรัพย์ (มาตรา 352) คือผู้กระทำ ครอบครองทรัพย์นั้นอยู่แล้วโดยชอบ แล้วเบียดบังเอาเป็นของตน อีกทั้งลักทรัพย์เป็น "ความผิดอาญาแผ่นดิน" ยอมความไม่ได้ และมีโทษหนักกว่ายักยอกซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ บทความนี้อยู่ในชุด คู่มือคดีฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ในธุรกิจ
ลักทรัพย์คือการ "เอาไป" ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย โดยทุจริต ขณะที่ทรัพย์นั้นอยู่ในความครอบครองของผู้อื่น เช่น หยิบของในร้าน ขโมยของในบ้าน หรือเอาทรัพย์ของเพื่อนร่วมงานที่วางอยู่ไป จุดสำคัญคือผู้กระทำ "ไม่เคยมีสิทธิครอบครอง" ทรัพย์นั้นมาก่อน แต่ไปเอามาจากการครอบครองของผู้อื่น หากมีพฤติการณ์ร้ายแรงประกอบ เช่น ลักในเวลากลางคืน ใช้กำลัง หรือร่วมกันตั้งแต่สองคน อาจเป็นลักทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์หรือความผิดฐานอื่นที่หนักขึ้น
ยักยอกคือผู้กระทำ ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นอยู่แล้วโดยชอบ เช่น ได้รับฝาก ได้รับมอบหมายให้ดูแล หรือยืมมา แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จุดต่างจากลักทรัพย์คือ "ตอนได้ทรัพย์มา ครอบครองโดยชอบ" แต่เจตนาทุจริตมาเกิดภายหลัง ตัวอย่างเช่น พนักงานที่ดูแลเงินบริษัทแล้วเบียดบังไป ซึ่งมีวิธีดำเนินคดีเฉพาะ อ่านที่ พนักงานยักยอกเงินบริษัท
| ประเด็น | ลักทรัพย์ (ม.334) | ยักยอก (ม.352) |
|---|---|---|
| การครอบครองทรัพย์ก่อนกระทำ | อยู่กับผู้อื่น (ผู้กระทำไปเอามา) | อยู่กับผู้กระทำโดยชอบแล้ว |
| เจตนาทุจริตเกิดเมื่อ | ตั้งแต่เอาไป | เกิดภายหลังที่ครอบครองอยู่ |
| ลักษณะคดี | อาญาแผ่นดิน ยอมความไม่ได้ | ความผิดอันยอมความได้ |
| อายุความร้องทุกข์ | ไม่มีกรอบ 3 เดือนแบบยอมความ (รัฐฟ้องได้) | ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน |
ทำไมต้องแยกให้ถูก: การเลือกฐานความผิดผิด เช่น เรื่องที่ควรเป็นยักยอกกลับแจ้งลักทรัพย์ อาจทำให้รูปคดีไม่ตรงและพนักงานสอบสวนไม่รับ หรือกระทบเรื่องอายุความและการยอมความ การวางข้อเท็จจริงเรื่อง "การครอบครอง" ให้ชัดตั้งแต่ต้นจึงสำคัญ เทียบกับเส้นแบ่งฉ้อโกง-ยักยอกได้ที่ ฉ้อโกง vs ยักยอกทรัพย์
ในคดีธุรกิจ การเอาทรัพย์ไปโดยมิชอบมักมาพร้อมการปลอมเอกสารหรือแก้ไขบัญชีเพื่อปิดบัง ซึ่งอาจมีความผิดฐานปลอมเอกสารเพิ่มอีก อ่านที่ ปลอมเอกสาร-ปลอมลายมือชื่อ ในธุรกิจ การให้ทนายวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเพื่อวางฐานความผิดให้ครบ ทั้งลักทรัพย์ ยักยอก ฉ้อโกง หรือปลอมเอกสาร ช่วยให้คดีมีน้ำหนักและครอบคลุม
เมื่อทรัพย์ถูกเอาไปโดยมิชอบ การดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนและรวดเร็วช่วยรักษาสิทธิและเพิ่มโอกาสได้ทรัพย์คืน แนวทางที่แนะนำมีดังนี้
ข้อควรรู้: การรีบปรึกษาทนายตั้งแต่ต้นสำคัญมาก เพราะหากปล่อยให้คดียักยอกเลยกรอบ 3 เดือนไป อาจหมดสิทธิร้องทุกข์ในความผิดที่ยอมความได้ ทั้งนี้ไม่มีใครรับประกันผลคดี แต่หลักฐานที่ครบและการวางฐานความผิดที่ถูกต้องช่วยเพิ่มโอกาสอย่างมาก
โดยทั่วไปเข้าข่ายยักยอก เพราะผู้ยืมครอบครองทรัพย์โดยชอบอยู่แล้ว แล้วเบียดบังไม่คืนโดยทุจริต ไม่ใช่ลักทรัพย์ที่ต้องไปเอาจากการครอบครองของผู้อื่น ทั้งนี้ขึ้นกับข้อเท็จจริงและเจตนา ควรให้ทนายตรวจเพื่อระบุฐานให้ถูก
ขึ้นกับว่าพนักงาน "ครอบครอง" ทรัพย์นั้นในฐานะอะไร ถ้าได้รับมอบหมายให้ดูแล/ขนส่งแล้วเบียดบังไป มักเป็นยักยอก แต่ถ้าเป็นทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้อื่นแล้วไปหยิบเอา อาจเป็นลักทรัพย์ การพิจารณาเรื่องการครอบครองจึงเป็นกุญแจ
ลักทรัพย์โดยหลักเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ยอมความไม่ได้ รัฐดำเนินคดีต่อได้แม้ผู้เสียหายไม่ติดใจ ต่างจากยักยอกที่เป็นความผิดอันยอมความได้และต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน อย่างไรก็ดีบางกรณีเฉพาะในครอบครัวมีบทยกเว้นโทษ ควรปรึกษาทนาย
ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกทรัพย์หรือค่าเสียหายทางแพ่งควบคู่กับคดีอาญาได้ แต่การได้คืนจริงขึ้นกับพยานหลักฐานและทรัพย์ที่เหลือของผู้กระทำ ไม่มีใครรับประกันผลได้ การดำเนินคดีอาญา-แพ่งคู่กันช่วยเพิ่มโอกาส
เลือกฐานความผิดผิดทำให้คดีสะดุดหรือกระทบอายุความ เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะเรื่อง ทีมทนายคดีอาญาของเราช่วยวิเคราะห์การครอบครอง วางฐานความผิด และดำเนินคดีอาญา-แพ่งคู่กัน ปรึกษาเบื้องต้นฟรี โทร 065-431-6810 หรือ LINE @thaichineselawfirm สื่อสารได้ทั้งไทย จีน อังกฤษ
Powered by Froala Editor