พินัยกรรมเขียนเอง มีผลตามกฎหมายไหม

พินัยกรรมเขียนเอง มีผลตามกฎหมายไหม

หลังลูก ๆ กลับบ้านกันหมด คุณพ่อวัยเจ็ดสิบหยิบสมุดออกมาเขียนข้อความด้วยลายมือตัวเองว่าอยากยกอะไรให้ใครบ้าง เซ็นชื่อกำกับไว้ แล้วเก็บใส่ลิ้นชัก ไม่ได้บอกใคร ไม่มีพยาน ไม่ได้ไปอำเภอ คำถามที่ลูกหลานมักถามเมื่อพบเอกสารนี้ในภายหลังคือ กระดาษแผ่นนี้ใช้ได้จริงไหมในทางกฎหมาย

คำตอบคือ ใช้ได้ หากทำครบเงื่อนไข และนี่คือรูปแบบพินัยกรรมที่เรียบง่ายที่สุดที่กฎหมายไทยรับรอง

เงื่อนไขของพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1657 กำหนดรูปแบบไว้ชัดเจน ผู้ทำพินัยกรรมต้อง เขียนข้อความทั้งหมดด้วยลายมือตนเอง พร้อมทั้ง ลงวัน เดือน ปี และ ลงลายมือชื่อ ของตน

จุดเด่นของแบบนี้คือ ไม่ต้องมีพยาน ต่างจากพินัยกรรมแบบธรรมดาตามมาตรา 1656 ที่ต้องมีพยานอย่างน้อยสองคนลงลายมือชื่อรับรอง ทำให้พินัยกรรมเขียนเองเป็นทางเลือกที่สะดวกสำหรับคนที่อยากทำเงียบ ๆ ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องเปิดเผยให้ใครรู้

จุดพลาดที่ทำให้พินัยกรรมเขียนเองใช้ไม่ได้

แม้จะฟังดูง่าย แต่ในทางปฏิบัติกลับพลาดกันบ่อยมาก เพราะกฎหมายกำหนดคำว่า "เขียนด้วยมือตนเองซึ่งข้อความทั้งหมด" ไว้อย่างเคร่งครัด

พลาดข้อแรก พิมพ์แทนการเขียน หลายคนพิมพ์ข้อความด้วยคอมพิวเตอร์แล้วเซ็นชื่อด้วยลายมือ เข้าใจว่าน่าจะพอ ความจริงคือแบบนี้ไม่ใช่พินัยกรรมเขียนเองตามมาตรา 1657 เพราะข้อความไม่ได้เขียนด้วยลายมือทั้งหมด และหากไม่มีพยานสองคนก็ไม่เข้าแบบธรรมดาตามมาตรา 1656 ด้วย จึงอาจใช้ไม่ได้เลย

พลาดข้อสอง ให้คนอื่นเขียนแทน เช่น ลูกเขียนให้พ่อเพราะพ่อมือสั่น แล้วให้พ่อเซ็นชื่อ กรณีนี้ก็ไม่เข้าแบบเขียนเองเช่นกัน หากผู้ทำพินัยกรรมเขียนเองไม่ไหว ควรเลือกทำแบบธรรมดาที่มีพยาน หรือแบบเอกสารฝ่ายเมืองที่อำเภอแทน

พลาดข้อสาม ไม่ลงวันเดือนปี ข้อนี้เป็นข้อที่คนมองข้ามมากที่สุด ทั้งที่วันที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากมีพินัยกรรมหลายฉบับ ฉบับที่ทำภายหลังโดยชอบย่อมมีผลเหนือกว่า การไม่มีวันที่ทำให้พิสูจน์ลำดับไม่ได้ และกระทบความสมบูรณ์ของพินัยกรรม

พึงระวังว่ามาตรา 1705 กำหนดให้พินัยกรรมที่ทำขัดต่อแบบที่กฎหมายวางไว้ตกเป็นโมฆะ ความผิดพลาดเรื่องรูปแบบจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก

ข้อดีและข้อควรระวังของการเขียนเอง

ข้อดีคือทำได้ทันที ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเปิดเผยเนื้อหาให้ใครทราบ เหมาะกับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง

แต่ข้อควรระวังมีไม่น้อย อย่างแรกคือ เสี่ยงถูกโต้แย้งเรื่องลายมือ เพราะไม่มีพยานยืนยัน หากทายาทบางคนไม่พอใจก็อาจอ้างว่าลายมือไม่ใช่ของผู้ตาย นำไปสู่การพิสูจน์ลายมือในชั้นศาล (อ่านวิธีพิสูจน์ในบทความเรื่องสงสัยพินัยกรรมปลอม) อย่างที่สองคือ เสี่ยงสูญหาย เพราะเก็บไว้คนเดียวโดยไม่มีใครรู้ที่เก็บ หลายกรณีพินัยกรรมถูกพบหลังแบ่งมรดกไปแล้ว หรือไม่ถูกพบเลย และอย่างที่สามคือ เสี่ยงเขียนข้อความกำกวม จนตีความได้หลายทางและกลายเป็นข้อพิพาท

ทำอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด

หากเลือกเขียนเอง ควรเขียนข้อความให้ชัดเจนว่าทรัพย์ชิ้นใดยกให้ใคร ระบุทรัพย์ให้เจาะจง เช่น เลขที่โฉนดหรือเลขที่บัญชี ลงวันเดือนปีให้ครบ เซ็นชื่อทุกหน้าหากมีหลายแผ่น และบอกคนที่ไว้ใจอย่างน้อยหนึ่งคนว่าเก็บไว้ที่ใด

และหากกองมรดกมีมูลค่าสูงหรือครอบครัวมีความสัมพันธ์ซับซ้อน เราแนะนำให้เลือกแบบที่มีพยานหรือแบบเอกสารฝ่ายเมือง หรือให้ทนายช่วยตรวจร่าง เพราะค่าใช้จ่ายเล็กน้อยวันนี้ ป้องกันคดีที่แพงกว่าหลายเท่าในอนาคตได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถาม: เขียนในสมุดโน้ตธรรมดาใช้ได้ไหม

ตอบ: ใช้ได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดชนิดกระดาษ ขอเพียงเขียนข้อความทั้งหมดด้วยลายมือตนเอง ลงวันเดือนปี และลงลายมือชื่อครบถ้วน

ถาม: เขียนผิดแล้วขีดฆ่าแก้ไข ทำได้ไหม

ตอบ: การแก้ไขควรทำอย่างระมัดระวังและลงลายมือชื่อกำกับจุดที่แก้ เพื่อไม่ให้ถูกโต้แย้งภายหลัง หากมีการแก้หลายจุด แนะนำให้เขียนฉบับใหม่ทั้งฉบับจะปลอดภัยกว่า

ถาม: เขียนเองแล้วอยากเปลี่ยนใจภายหลัง ทำอย่างไร

ตอบ: ทำพินัยกรรมฉบับใหม่ที่ถูกต้องตามแบบ โดยระบุยกเลิกฉบับเดิม และควรทำลายฉบับเก่าเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน

บทความที่เกี่ยวข้อง


ปรึกษาทนายคดีมรดกและผู้จัดการมรดก โดยตรง
Thai Chinese Law Firm รับปรึกษาและตรวจร่างพินัยกรรมทุกแบบ วางแผนมรดกให้รัดกุม รองรับเอกสารภาษาไทย อังกฤษ และจีน

บริการเพิ่มเติมจากพาร์ทเนอร์ สำหรับจ้าง ทนายความคดีมรดก

LINE: https://lin.ee/9tULV0A | โทร 065-431-6810
ลายมือของพ่อแม่มีค่าเสมอ แต่จะมีผลทางกฎหมายได้ ต้องเขียนให้ครบตามแบบ ความตั้งใจที่ดีจึงจะไปถึงปลายทาง
Scroll