ครอบครัวไทยจำนวนมากมีการรับเด็กมาเลี้ยงเป็นลูก บางบ้านจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมอย่างถูกต้อง บางบ้านเพียงเลี้ยงดูกันมาโดยไม่ได้จดทะเบียน เมื่อถึงวันที่พ่อแม่บุญธรรมจากไป คำถามที่ตามมาคือ ลูกบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และมีสิทธิเท่ากับลูกที่เกิดจากท้องแม่จริง ๆ หรือเปล่า คำตอบชัดเจนกว่าที่คิด แต่มีรายละเอียดที่หลายคนไม่รู้
หากมีการ จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมถูกต้องตามกฎหมาย คำตอบคือมีสิทธิรับมรดกเต็มที่
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/28 วางหลักว่า บุตรบุญธรรมย่อมมีฐานะอย่างเดียวกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรม และมาตรา 1627 ยังกำหนดให้ถือว่าบุตรบุญธรรมเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย
ผลคือ บุตรบุญธรรมเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ของพ่อแม่บุญธรรม และได้ส่วนแบ่งเท่ากับลูกคนอื่น ๆ ตามมาตรา 1633 ไม่มีการแบ่งแยกว่าเป็นลูกแท้หรือลูกบุญธรรม
จุดที่คนเข้าใจผิดกันมากคือ คิดว่าเมื่อไปเป็นลูกบุญธรรมของคนอื่นแล้ว จะขาดจากครอบครัวเดิมโดยสิ้นเชิง ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น
มาตรา 1598/28 กำหนดไว้ด้วยว่า การรับบุตรบุญธรรม ไม่ทำให้บุตรบุญธรรมสูญเสียสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวที่ได้กำเนิดมา เพียงแต่บิดามารดาโดยกำเนิดหมดอำนาจปกครองนับแต่วันที่เด็กเป็นบุตรบุญธรรม
หมายความว่าบุตรบุญธรรมยังคงเป็นทายาทของบิดามารดาแท้ ๆ ของตนอยู่ จึงอยู่ในฐานะที่ มีสิทธิรับมรดกได้จากทั้งสองครอบครัว ทั้งจากพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด และจากพ่อแม่บุญธรรม
ในทางกลับกัน สิทธินี้ไม่ได้เป็นแบบต่างตอบแทน มาตรา 1598/29 วางหลักว่า ผู้รับบุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาทโดยธรรม
หมายความว่า หากบุตรบุญธรรมเสียชีวิตก่อน พ่อแม่บุญธรรมจะไม่ได้รับมรดกของเขาโดยอัตโนมัติในฐานะทายาทโดยธรรม ต่างจากบิดามารดาโดยกำเนิดซึ่งเป็นทายาทลำดับที่ 2 ตามปกติ ประเด็นนี้สำคัญมากสำหรับครอบครัวที่รับบุตรบุญธรรม เพราะหากต้องการให้ทรัพย์ของบุตรบุญธรรมตกแก่ตน จะต้องอาศัยพินัยกรรมเท่านั้น
นี่คือกรณีที่เจ็บปวดที่สุดและพบบ่อยที่สุดในความเป็นจริง ครอบครัวไทยหลายบ้านรับหลาน รับลูกของญาติ หรือรับเด็กมาเลี้ยงตั้งแต่เล็กจนโต เรียกกันว่าลูกและปฏิบัติต่อกันเหมือนครอบครัวเดียวกันทุกประการ แต่ไม่เคยไปจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม
ในทางกฎหมาย เด็กคนนั้น ไม่ใช่บุตรบุญธรรมและไม่ใช่ทายาทโดยธรรม ของผู้เลี้ยงดู ไม่ว่าจะเลี้ยงมานานเพียงใดหรือรักกันมากแค่ไหน เมื่อผู้เลี้ยงจากไปโดยไม่มีพินัยกรรม ทรัพย์จะตกแก่ทายาทโดยธรรมตามลำดับ เช่น พี่น้องหรือญาติของผู้ตาย ส่วนคนที่เลี้ยงดูกันมาทั้งชีวิตอาจไม่ได้อะไรเลย
ทางแก้มีสองทาง คือ จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมให้ถูกต้อง หรือ ทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้ เพราะผู้รับพินัยกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นทายาทโดยธรรม (อ่านวิธีทำในบทความเรื่องวิธีทำพินัยกรรม)
มีรายละเอียดทางเทคนิคที่ควรทราบ คือสิทธิรับมรดกแทนที่ตามมาตรา 1639 นั้น มาตรา 1643 กำหนดให้มีได้เฉพาะแก่ ผู้สืบสันดานโดยตรง ซึ่งหมายถึงผู้สืบสายโลหิตโดยแท้จริง ดังนั้นแม้บุตรบุญธรรมจะถือเป็นผู้สืบสันดานตามมาตรา 1627 และรับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรมได้ แต่ในเรื่องการรับมรดกแทนที่ยังมีข้อพิจารณาเฉพาะ ซึ่งควรปรึกษาทนายเป็นรายกรณี
ถาม: ลูกบุญธรรมได้ส่วนแบ่งน้อยกว่าลูกแท้ไหม
ตอบ: ไม่ หากจดทะเบียนถูกต้อง บุตรบุญธรรมเป็นผู้สืบสันดานและได้ส่วนแบ่งเท่ากับบุตรคนอื่นตามมาตรา 1633 กฎหมายไม่ได้แบ่งแยก
ถาม: รับเลี้ยงมา 30 ปีแต่ไม่ได้จดทะเบียน ยังทำอะไรได้ไหม
ตอบ: หากผู้เลี้ยงยังมีชีวิตอยู่ ควรรีบดำเนินการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมให้ถูกต้อง หรืออย่างน้อยทำพินัยกรรมไว้ หากผู้เลี้ยงจากไปแล้วโดยไม่มีเอกสารใด สิทธิในฐานะทายาทมักไม่เกิดขึ้น ควรปรึกษาทนายเพื่อดูทางเลือกที่เหลืออยู่
ถาม: บุตรบุญธรรมยังรับมรดกจากพ่อแม่ที่ให้กำเนิดได้จริงหรือ
ตอบ: ได้ เพราะการรับบุตรบุญธรรมไม่ทำให้สูญเสียสิทธิในครอบครัวที่กำเนิดมาตามมาตรา 1598/28 จึงเป็นทายาทของทั้งสองครอบครัว
บริการเพิ่มเติมจากพาร์ทเนอร์ สำหรับจ้าง ทนายความคดีมรดก
ความเป็นครอบครัวสร้างได้ด้วยการเลี้ยงดู แต่สิทธิตามกฎหมายสร้างได้ด้วยเอกสาร อย่ารักกันมาทั้งชีวิตแล้วปล่อยให้กระดาษแผ่นเดียวมาขวางในวันสุดท้าย