หนึ่งในความกังวลที่ทำให้หลายครอบครัวลังเลไม่กล้าเริ่มเรื่องมรดก คือกลัวว่าค่าใช้จ่ายจะบานปลาย บางคนเข้าใจว่าต้องเสียเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าทรัพย์ บางคนได้ยินตัวเลขหลักแสนจนไม่กล้าถามต่อ ความจริงคือค่าใช้จ่ายในการตั้งผู้จัดการมรดกแยกได้ชัดเจนเป็นรายการ และค่าธรรมเนียมของศาลเองนั้นไม่สูงอย่างที่คิด บทความนี้จะแจกแจงให้เห็นทุกส่วน เพื่อให้คุณวางแผนได้ตั้งแต่ต้น
คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกถือเป็น คดีไม่มีข้อพิพาท ซึ่งเสียค่าขึ้นศาลในอัตราคงที่เพียง 200 บาท ไม่ได้คิดตามมูลค่าทรัพย์มรดกแต่อย่างใด นี่คือจุดที่คนเข้าใจผิดกันมากที่สุด เพราะไม่ว่ากองมรดกจะมีมูลค่าหลักแสนหรือหลักสิบล้าน ค่าขึ้นศาลของคำร้องประเภทนี้ก็เท่ากัน
นอกจากนี้ยังมี ค่าประกาศหนังสือพิมพ์ สำหรับการประกาศนัดไต่สวน ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ในหลักหลายร้อยบาท ประมาณ 500 บาท และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดของศาล เช่น ค่าคำร้อง ค่าคัดถ่ายเอกสาร ค่าหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ซึ่งรวมกันแล้วยังอยู่ในหลักหลักร้อยถึงหลักพันต้น ๆ
ส่วนนี้คือค่าใช้จ่ายหลักที่ต่างกันไปในแต่ละคดี เพราะขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงาน ปัจจัยที่ทำให้ค่าบริการต่างกัน ได้แก่ จำนวนทายาทและความซับซ้อนของบัญชีเครือญาติ ความครบถ้วนของเอกสารที่ลูกความมีอยู่ จำนวนและประเภทของทรัพย์มรดก การมีทายาทอยู่ต่างประเทศซึ่งต้องจัดการเอกสารข้ามประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือมีผู้คัดค้านหรือไม่
คดีที่ทายาทตกลงกันได้และเอกสารพร้อม ย่อมใช้เวลาและแรงน้อยกว่าคดีที่ต้องสืบหาทรัพย์ ตามหาทายาทที่ขาดการติดต่อ หรือมีการคัดค้านจนต้องสืบพยานเต็มรูปแบบ ด้วยเหตุนี้เราจึงแนะนำให้สอบถามค่าบริการเป็นรายกรณีพร้อมเล่าข้อเท็จจริงให้ครบ เพื่อให้ได้ตัวเลขที่ตรงกับงานจริง ไม่ใช่ราคาลอย ๆ ที่อาจบานปลายภายหลัง
หลายคนลืมนับส่วนนี้ ทั้งที่เป็นค่าใช้จ่ายจริงที่ตามมา เมื่อได้คำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว หากต้องโอนที่ดินมรดก จะมี ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอนมรดกที่กรมที่ดิน ซึ่งคิดจากราคาประเมิน โดยผู้รับที่เป็นผู้สืบสันดาน บิดามารดา หรือคู่สมรส เสียในอัตราร้อยละ 0.5 ส่วนทายาทประเภทอื่นเสียร้อยละ 2 (อ่านรายละเอียดในบทความเรื่องโอนที่ดินมรดก)
และหากกองมรดกมีมูลค่าสูงมากจนเข้าเกณฑ์ ก็อาจมีภาษีการรับมรดกในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งเป็นคนละส่วนกับค่าธรรมเนียมศาลและกรมที่ดิน (อ่านในบทความเรื่องภาษีมรดก)
ถ้ามองภาพรวม ค่าใช้จ่ายในการตั้งผู้จัดการมรดกแบ่งเป็นสามก้อน คือค่าธรรมเนียมศาลซึ่งเป็นหลักร้อย ค่าทนายความซึ่งขึ้นกับความยากของคดี และค่าธรรมเนียมโอนทรัพย์ในภายหลังซึ่งขึ้นกับมูลค่าและประเภททายาท การรู้โครงสร้างนี้ช่วยให้คุณถามได้ตรงจุดเวลาปรึกษาทนาย และไม่ตกใจกับค่าใช้จ่ายที่โผล่มาทีหลัง
สิ่งที่อยากฝากไว้คือ ค่าใช้จ่ายที่แพงที่สุดในเรื่องมรดก มักไม่ใช่ค่าธรรมเนียมหรือค่าทนาย แต่คือค่าเสียโอกาสจากการปล่อยเรื่องไว้นานจนทรัพย์เสียหาย เอกสารหาย หรือครอบครัวขัดแย้งจนต้องฟ้องร้องกัน ซึ่งแพงกว่าหลายเท่าทั้งเงินและความรู้สึก
ถาม: ค่าขึ้นศาลคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่ามรดกหรือไม่
ตอบ: ไม่ใช่ คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท เสียค่าขึ้นศาลในอัตราคงที่ 200 บาท ไม่ผูกกับมูลค่าทรัพย์
ถาม: ทำเองไม่จ้างทนายได้ไหม จะประหยัดกว่าไหม
ตอบ: ตามกฎหมายทำเองได้ แต่ต้องเตรียมคำร้อง เอกสาร และเบิกความเองให้ถูกต้อง หากเอกสารพลาดหรือมีข้อโต้แย้ง อาจเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิม จึงควรชั่งน้ำหนักตามความซับซ้อนของกองมรดก
ถาม: ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจ่ายจากกองมรดกได้ไหม
ตอบ: ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการจัดการมรดกโดยทั่วไปถือเป็นภาระของกองมรดก แต่ควรตกลงกับทายาทให้ชัดเจนและเก็บหลักฐานทุกรายการ เพื่อความโปร่งใสและไม่ให้เกิดข้อครหาภายหลัง
ค่าใช้จ่ายที่แพงที่สุดของเรื่องมรดก ไม่ใช่ค่าธรรมเนียม แต่คือราคาของการปล่อยไว้จนสายเกินแก้