เขียนโดย นางสาวรดาพัชร์ ทิพย์รักษ์ · อัปเดตล่าสุด มิถุนายน 2026
การจัดการมรดกคือกระบวนการนำทรัพย์สิน สิทธิ และหน้าที่ของผู้ตายไปแบ่งปันให้ทายาทตามกฎหมาย เมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิต มรดกจะตกทอดแก่ทายาททันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 แต่การโอนทรัพย์จริงมักต้องตั้งผู้จัดการมรดกและทำตามขั้นตอนของศาลและหน่วยงานราชการ การทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้าจึงช่วยลดข้อพิพาทในครอบครัวได้มาก คู่มือนี้สรุปให้ครบตั้งแต่ทายาท พินัยกรรม การตั้งผู้จัดการมรดก ไปจนถึงการโอนที่ดินและภาษีมรดก
ตามมาตรา 1599 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นย่อมตกทอดแก่ทายาททันทีโดยผลของกฎหมาย ไม่ต้องรอคำสั่งศาล "กองมรดก" ประกอบด้วยทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดจนสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่สิทธิหน้าที่ที่เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ ทายาทจะเสียสิทธิในมรดกได้ก็เฉพาะตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น
จุดที่ประชาชนเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือคิดว่าทรัพย์ทุกอย่างของผู้ตายเป็นมรดก ความจริงแล้วทรัพย์บางประเภทไม่ตกเป็นมรดก เช่น เงินประกันชีวิตที่ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้ เงินประกันสังคม เงินบำเหน็จตกทอด และเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ เงินเหล่านี้จ่ายตรงให้ผู้รับประโยชน์ตามกฎหมายเฉพาะหรือสัญญา ไม่ผ่านกองมรดก ในแนวเดียวกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8873/2561 วินิจฉัยว่าเงินค่าหุ้นและเงินสงเคราะห์ของสมาชิกสหกรณ์ที่ทำหนังสือตั้งผู้รับโอนประโยชน์ไว้ ย่อมมีผลบังคับได้ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ ไม่ถือเป็นพินัยกรรมและไม่เป็นมรดกที่จะนำไปทำพินัยกรรมยกให้ผู้อื่นได้อีก
ในทางกลับกัน สิทธิบางประเภทที่ไม่ใช่การเฉพาะตัวก็ตกทอดเป็นมรดกได้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 113/2561 วางหลักว่าสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพมีลักษณะทำนองเดียวกับสิทธิเหนือพื้นดิน จึงตกทอดเป็นกองมรดกแก่ทายาทโดยธรรมได้ และผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกแทนกองมรดกได้
กฎหมายแบ่งทายาทเป็น 2 ประเภท คือ "ทายาทโดยธรรม" (ทายาทตามสายเลือดและคู่สมรสที่กฎหมายกำหนด) และ "ทายาทตามพินัยกรรม" (ผู้ที่เจ้ามรดกระบุยกทรัพย์ให้ในพินัยกรรม) หากผู้ตายทำพินัยกรรมไว้ ให้แบ่งตามพินัยกรรมก่อน ส่วนทรัพย์ที่เหลือหรือไม่มีพินัยกรรมจึงตกแก่ทายาทโดยธรรม
ทายาทโดยธรรมมี 6 ลำดับ เรียงสิทธิก่อนหลังคือ (1) ผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน) (2) บิดามารดา (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน (5) ปู่ ย่า ตา ยาย และ (6) ลุง ป้า น้า อา โดยหลักแล้วทายาทลำดับต้นตัดสิทธิทายาทลำดับถัดไป แต่มีข้อยกเว้นสำคัญคือ หากมีผู้สืบสันดาน (ลำดับ 1) บิดามารดา (ลำดับ 2) จะได้รับส่วนแบ่งเสมือนทายาทชั้นบุตรด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2742/2545 ยังวางหลักว่าความเป็นพี่น้องตามมาตรา 1629 (4) ให้ถือตามความเป็นจริง แม้เป็นบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาเดียวกันก็เป็นทายาทได้
คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นทายาทโดยธรรมเสมอ แต่ก่อนแบ่งมรดกต้องแยก "สินสมรส" ออกครึ่งหนึ่งให้คู่สมรสที่ยังอยู่ก่อน ส่วนที่เหลือจึงเป็นมรดกของผู้ตาย จากนั้นคู่สมรสยังได้รับส่วนแบ่งในมรดกอีก โดยส่วนแบ่งขึ้นกับว่ามีทายาทลำดับใดร่วมด้วย กล่าวคือ ถ้ามีผู้สืบสันดาน คู่สมรสได้ส่วนเสมือนบุตรหนึ่งคน ถ้ามีบิดามารดาหรือพี่น้องร่วมบิดามารดา คู่สมรสได้กึ่งหนึ่ง ถ้ามีทายาทลำดับ 4-6 คู่สมรสได้สองในสาม และถ้าไม่มีทายาทลำดับใดเลย คู่สมรสได้มรดกทั้งหมด เรื่องการแยกสินสมรสนี้เชื่อมโยงกับหลักการแบ่งสินสมรสในคดีครอบครัว อ่านเพิ่มได้ที่ คู่มือฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรส
หากทายาทลำดับที่มีสิทธิเสียชีวิตก่อนเจ้ามรดก ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้นอาจ "รับมรดกแทนที่" ได้ ดังตัวอย่างในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1483/2563 ที่บุตรของพี่น้องเข้ารับมรดกแทนที่บิดาของตน นอกจากนี้ มาตรา 1623 กำหนดว่าทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศ เมื่อมรณภาพย่อมตกเป็นของวัด ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2564
พินัยกรรมคือการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินหรือกิจการต่าง ๆ ที่จะมีผลเมื่อผู้ทำเสียชีวิต ข้อดีของการทำพินัยกรรมคือกำหนดได้เองว่าจะยกทรัพย์ให้ใคร สัดส่วนเท่าใด ตั้งใครเป็นผู้จัดการมรดก และยังตัดทายาทบางคนได้ ทั้งหมดนี้ช่วยลดความขัดแย้งและข้อพิพาทในครอบครัวหลังจากตนจากไป ผู้ทำพินัยกรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์และมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ในขณะทำ มิฉะนั้นพินัยกรรมอาจตกเป็นโมฆะ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดแบบพินัยกรรมไว้ 5 แบบ แต่ละแบบมีหลักเกณฑ์เคร่งครัดต่างกัน หากทำผิดแบบอาจทำให้พินัยกรรมเสียเปล่า
ทำเป็นหนังสือ จะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ ต้องลงวัน เดือน ปี ที่ทำ และผู้ทำต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน โดยพยานทั้งสองต้องลงลายมือชื่อรับรองในขณะนั้น (พยานจะพิมพ์ลายนิ้วมือหรือใช้ตราประทับแทนการลงชื่อไม่ได้) เป็นแบบที่นิยมที่สุด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9683-9685/2558 และที่ 722/2561 ยืนยันว่าหากทำครบองค์ประกอบ แม้ผู้ทำลงลายพิมพ์นิ้วมือโดยมีพยานครบถ้วน พินัยกรรมก็มีผลสมบูรณ์
ผู้ทำต้องเขียนข้อความทั้งฉบับด้วยลายมือตนเอง จะพิมพ์ไม่ได้ ลงวัน เดือน ปี และลงลายมือชื่อ (ใช้ลายพิมพ์นิ้วมือหรือเครื่องหมายอื่นแทนไม่ได้) แบบนี้จะมีพยานหรือไม่มีก็ได้ จุดอ่อนคือผู้ที่เขียนหนังสือไม่ได้จะทำแบบนี้ไม่ได้
ผู้ทำแจ้งข้อความที่ต้องการต่อนายอำเภอต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน นายอำเภอจดข้อความ อ่านให้ฟัง แล้วทุกฝ่ายลงลายมือชื่อและประทับตราตำแหน่ง เป็นแบบที่น่าเชื่อถือสูงและถูกโต้แย้งยาก เพราะมีเจ้าพนักงานรับรอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1483/2563 เป็นตัวอย่างพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองที่มีผลบังคับ ทั้งยังขอให้นายอำเภอเก็บรักษาต้นฉบับไว้ได้
ผู้ทำลงลายมือชื่อในพินัยกรรม ผนึกซองและลงลายมือชื่อคาบรอยผนึก แล้วนำไปแสดงต่อนายอำเภอและพยานอย่างน้อยสองคน ให้ถ้อยคำว่าเป็นพินัยกรรมของตน เหมาะกับผู้ที่ต้องการเก็บเนื้อหาเป็นความลับจนกว่าจะเสียชีวิต
ใช้ได้เฉพาะเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษที่ไม่อาจทำพินัยกรรมแบบอื่นได้ เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย โรคระบาด หรือสงคราม โดยแสดงเจตนาต่อพยานอย่างน้อยสองคน แล้วพยานต้องไปแจ้งต่อนายอำเภอโดยไม่ชักช้า ความสมบูรณ์ของพินัยกรรมแบบนี้สิ้นไปเมื่อพ้น 1 เดือนนับแต่ผู้ทำกลับสู่ภาวะที่ทำพินัยกรรมแบบอื่นได้ ทั้งนี้ คำสั่งด้วยวาจาทั่วไปที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์นี้ไม่ถือเป็นพินัยกรรม ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2564
การทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองในที่ว่าการอำเภอเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 บาท (นอกที่ว่าการอำเภอ 100 บาท) แบบเอกสารลับฉบับละ 20 บาท ส่วนการขูด ลบ ตก เติม หรือแก้ไขพินัยกรรมต้องลงวันเดือนปีและลงลายมือชื่อกำกับตามแบบเดิม มิฉะนั้นการแก้ไขไม่สมบูรณ์ การเพิกถอนพินัยกรรมโดยการทำลายหรือขีดฆ่าต้องทำให้เห็นเจตนาชัดเจน ลำพังการไปแจ้งความประสงค์ที่อำเภอโดยไม่ทำลายเอกสารยังไม่ถือว่าเพิกถอน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6135/2534) และการทำพินัยกรรมฉบับใหม่โดยชอบย่อมเพิกถอนฉบับก่อนโดยปริยายเฉพาะส่วนที่ข้อความขัดกัน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1243/2563) อนึ่ง ผู้ที่กล่าวอ้างว่าพินัยกรรมเป็นเอกสารปลอมมีภาระต้องพิสูจน์ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 722/2561 และที่ 2554/2534)
เจ้ามรดกสามารถตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดกได้ 2 วิธี คือ ทำเป็นพินัยกรรมระบุตัวทายาทที่ถูกตัดให้ชัดเจน หรือทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่นายอำเภอ ถ้าตัดโดยพินัยกรรมก็ต้องถอนโดยพินัยกรรมเท่านั้น ส่วน "การสละมรดก" ของทายาท ต้องทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ จะสละเพียงบางส่วนหรือมีเงื่อนไขไม่ได้ และเมื่อสละแล้วจะถอนคืนไม่ได้
แม้มรดกจะตกทอดทันทีตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ ธนาคาร สำนักงานที่ดิน และนายทะเบียนหุ้นมักขอ "คำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดก" ก่อนจึงจะยอมให้ปิดบัญชีหรือโอนทรัพย์ โดยเฉพาะเมื่อทายาทมีหลายคน ติดต่อทายาทไม่ครบ มีข้อขัดแย้ง หรือทรัพย์มรดกมีหลายรายการ ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียจึงควรยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาล
ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องได้แก่ทายาท ผู้มีส่วนได้เสีย หรือผู้รับพินัยกรรม ศาลจะให้เตรียมเอกสารตามความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร้องกับผู้ตาย เช่น กรณีบุตรร้องขอจัดการมรดกบิดามารดา ต้องมีสูติบัตรหรือทะเบียนรับรองบุตร ส่วนกรณีพี่น้องร่วมบิดามารดาจะยื่นได้ก็ต่อเมื่อผู้ตายไม่มีบุตร ไม่มีบุตรบุญธรรม และบิดามารดาเสียชีวิตแล้วเท่านั้น เอกสารหลักที่ต้องมีคือ เอกสารประจำตัวผู้ร้องและผู้ตาย มรณบัตร เอกสารแสดงทรัพย์มรดก หนังสือยินยอมของทายาท และ "บัญชีเครือญาติ" ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยให้ศาลเห็นว่าใครเป็นทายาทและใครยินยอมหรือคัดค้าน
ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่รวบรวมทรัพย์ ทำบัญชีทรัพย์มรดก ชำระหนี้ และแบ่งปันทรัพย์แก่ทายาทตามสิทธิ ผู้จัดการมรดกเป็นเพียง "ตัวแทน" ในการจัดการ ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ จึงห้ามโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนเองหรือยักย้ายถ่ายเททรัพย์โดยมิชอบ มิฉะนั้นอาจถูกกำจัดมิให้รับมรดกและถูกเพิกถอนการโอน ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1823/2537 อ่านรายละเอียดความเสี่ยงและทางสู้ของทายาทได้ที่ ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตัวเอง ผิดกฎหมาย โมฆะ และเพิกถอนได้
เมื่อเจ้าของที่ดินเสียชีวิต ที่ดินจะตกทอดแก่ทายาท แต่หากต้องการเปลี่ยนชื่อในโฉนดต้องไปยื่นคำขอรับโอนมรดกที่สำนักงานที่ดินท้องที่ที่ที่ดินตั้งอยู่ การดำเนินการแยกเป็น 2 กรณีหลัก
ทายาทผู้มีสิทธิยื่นคำขอพร้อมหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินฉบับจริง มรณบัตรของเจ้ามรดก หลักฐานการเป็นทายาท และเอกสารของทายาททุกคน เจ้าหน้าที่จะ "ประกาศมรดก 30 วัน" หากครบกำหนดไม่มีผู้คัดค้านจึงจะจดทะเบียนโอนให้
เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว ผู้จัดการมรดกไปจดทะเบียนลงชื่อและโอนที่ดินให้ทายาทได้ โดยไม่ต้องประกาศมรดก 30 วัน ตามแนวทางที่กรมที่ดินอ้างถึงมาตรา 82 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นอกจากที่ดินแล้ว ทายาทยังต้องดำเนินการปิดบัญชีธนาคาร โอนหุ้น และจัดการทรัพย์สินอื่นตามระเบียบของแต่ละหน่วยงาน การปล่อยให้ที่ดินมรดกค้างนานมีความเสี่ยงหลายด้าน อ่านเพิ่มได้ที่ รับมรดกที่ดินช้าแค่ไหนก็ยังมีสิทธิ์ แต่มี 4 ความเสี่ยง
ตามพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ผู้รับมรดกจะมีหน้าที่เสียภาษีต่อเมื่อได้รับมรดกสุทธิจากเจ้ามรดกแต่ละรายรวมกัน "เกิน 100 ล้านบาท" และเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทเท่านั้น อัตราภาษีคือร้อยละ 5 สำหรับผู้รับที่เป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน และร้อยละ 10 สำหรับผู้รับที่เป็นบุคคลอื่น ทั้งนี้คู่สมรสของเจ้ามรดกได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก หากยื่นแบบล่าช้าหรือยื่นไม่ครบถ้วนจะมีเบี้ยปรับ และมีเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง เนื่องจากอัตราและเกณฑ์ภาษีอาจปรับปรุงได้ ควรตรวจสอบกฎหมายปัจจุบันกับกรมสรรพากรหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนวางแผน
กรณีเจ้ามรดกหรือทายาทเป็นชาวต่างชาติมีข้อกฎหมายเพิ่มเติมที่ซับซ้อน โดยเฉพาะการรับมรดกเป็นที่ดิน ซึ่งชาวต่างชาติมีข้อจำกัดในการถือครองและอาจต้องจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่ทางการกำหนด รวมถึงประเด็นพินัยกรรมที่ทำในต่างประเทศและทรัพย์สินข้ามประเทศ บริษัท ไทย จีน ลอว์ เฟิร์ม ให้บริการได้ทั้งภาษาไทย จีน และอังกฤษ จึงช่วยประสานงานเอกสารและขั้นตอนระหว่างประเทศได้สะดวก
ทรัพย์จะตกแก่ทายาทโดยธรรมตามลำดับในมาตรา 1629 โดยทายาทลำดับต้นตัดสิทธิลำดับถัดไป และคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ได้รับส่วนแบ่งตามมาตรา 1635 หากต้องการกำหนดผู้รับทรัพย์ด้วยตนเอง ควรทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้า
ได้ พินัยกรรมแบบธรรมดา (มาตรา 1656) ทำเองที่บ้านได้ แต่ต้องลงวันเดือนปี และลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน หากเลือกแบบเขียนเองทั้งฉบับ (มาตรา 1657) ต้องเขียนด้วยลายมือทั้งฉบับและจะมีพยานหรือไม่ก็ได้
โดยทั่วไป เงินประกันชีวิตที่ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้จะจ่ายตรงให้ผู้รับประโยชน์ ไม่ตกเป็นกองมรดก เช่นเดียวกับเงินประกันสังคม เงินบำเหน็จตกทอด และเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ จึงไม่ต้องนำเข้ากระบวนการจัดการมรดก
ไม่เสมอไป หากทายาทตกลงกันได้และทรัพย์ไม่ซับซ้อน อาจรับโอนกันเองได้ แต่หากธนาคารหรือสำนักงานที่ดินขอคำสั่งศาล ทายาทไม่ครบ หรือมีข้อพิพาท การตั้งผู้จัดการมรดกผ่านศาลจะช่วยให้จัดการได้ราบรื่นและถูกต้อง
คดีมรดกมีอายุความตามมาตรา 1754 โดยหลักห้ามฟ้องเมื่อพ้น 1 ปีนับแต่ทายาทรู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก และห้ามฟ้องเมื่อพ้น 10 ปีนับแต่เจ้ามรดกตาย แต่ทายาทที่ครอบครองทรัพย์มรดกอาจมีข้อพิจารณาต่างออกไป จึงควรปรึกษาทนายความเป็นรายกรณี
การจัดการมรดกและการทำพินัยกรรมมีรายละเอียดและแบบที่กฎหมายกำหนดไว้เคร่งครัด หากทำผิดขั้นตอนอาจทำให้พินัยกรรมเสียเปล่าหรือเกิดข้อพิพาทในครอบครัว เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะเรื่อง ทีมทนายความคดีแพ่งและคดีมรดกของเราช่วยร่างพินัยกรรม ยื่นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดก และดำเนินการโอนทรัพย์มรดกให้ถูกต้อง ปรึกษาเบื้องต้นฟรี โทร 065-431-6810 หรือ LINE @thaichineselawfirm สื่อสารได้ทั้งภาษาไทย จีน และอังกฤษ
Powered by Froala Editor