เขียนโดย นายศรศักดา จิราพงษ์ · อัปเดตล่าสุด มิถุนายน 2026
ตอบสั้น ๆ: ความต่างหลักอยู่ที่ "อำนาจบังคับบัญชา" — สัญญาจ้างแรงงาน (ลูกจ้าง) นายจ้างมีอำนาจสั่งงาน กำหนดเวลา วิธีทำงาน และควบคุมดูแล ลูกจ้างจึงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน เช่น ค่าชดเชย ประกันสังคม OT ส่วน สัญญาจ้างทำของ (ผู้รับจ้าง/ฟรีแลนซ์) เน้น "ผลสำเร็จของงาน" ผู้รับจ้างมีอิสระในการทำงาน จึงไม่ใช่ลูกจ้างและไม่ได้รับความคุ้มครองแรงงาน จุดเสี่ยงคือ ถ้านายจ้างเรียกว่า "ฟรีแลนซ์" แต่จริง ๆ ควบคุมแบบลูกจ้าง ศาลอาจถือว่าเป็นลูกจ้างและต้องรับผิดย้อนหลัง บทความนี้อยู่ในชุด คู่มือกฎหมายแรงงานสำหรับนายจ้าง
ศาลไม่ได้ดูแค่ "ชื่อสัญญา" แต่ดู "ความสัมพันธ์ที่แท้จริง" ปัจจัยที่บ่งชี้ว่าเป็นลูกจ้าง เช่น นายจ้างกำหนดเวลาเข้า-ออกงาน สั่งวิธีการทำงานและควบคุมใกล้ชิด จ่ายค่าตอบแทนเป็นรายเดือน/รายวันสม่ำเสมอ ใช้เครื่องมือ-สถานที่ของนายจ้าง และทำงานในองค์กรเป็นส่วนหนึ่งของกิจการ ในทางกลับกัน ผู้รับจ้าง/ฟรีแลนซ์มักรับงานเป็นชิ้น มีอิสระเลือกวิธีและเวลาทำงาน รับผลตอบแทนตามงานที่ส่งมอบ และอาจรับงานจากหลายราย
| ปัจจัย | ลูกจ้าง (จ้างแรงงาน) | ผู้รับจ้าง (ฟรีแลนซ์) |
|---|---|---|
| อำนาจบังคับบัญชา | นายจ้างสั่ง/ควบคุม | อิสระ เน้นผลงาน |
| ค่าตอบแทน | รายเดือน/รายวันสม่ำเสมอ | ตามงานที่ส่งมอบ |
| ความคุ้มครอง | กฎหมายแรงงาน + ประกันสังคม | ตามสัญญาแพ่ง (จ้างทำของ) |
| เลิกจ้าง/เลิกสัญญา | มีค่าชดเชย/บอกกล่าว | ตามเงื่อนไขสัญญา |
นายจ้างบางรายตั้งใจจ้างเป็น "ฟรีแลนซ์" เพื่อเลี่ยงภาระประกันสังคม ค่าชดเชย หรือสวัสดิการ แต่ในทางปฏิบัติกลับควบคุมเวลาและวิธีทำงานเหมือนลูกจ้าง หากเกิดข้อพิพาท ศาลแรงงานจะดูความสัมพันธ์ที่แท้จริง ไม่ใช่ชื่อในสัญญา และอาจวินิจฉัยว่าเป็น "ลูกจ้าง" ทำให้นายจ้างต้องรับผิดย้อนหลัง เช่น ค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง เงินสมทบประกันสังคม และสิทธิอื่น ๆ การจัดประเภทให้ตรงกับความเป็นจริงตั้งแต่ต้นจึงปลอดภัยกว่า เรื่องค่าชดเชยเมื่อถือเป็นลูกจ้างอ่านได้ที่ ค่าชดเชยเลิกจ้างตามอายุงาน
เลือกสัญญาให้ถูกประเภท: ถ้าต้องการความสัมพันธ์แบบลูกจ้าง ให้ใช้สัญญาจ้างแรงงานที่รัดกุม (ดู สัญญาจ้างแรงงาน) ถ้าต้องการจ้างทำงานเป็นชิ้นแบบอิสระ ให้ใช้สัญญาจ้างทำของที่ระบุผลงาน-ส่งมอบ-ค่าจ้างชัดเจน (ดู สัญญาจ้างทำของ) การเขียนสัญญาให้ตรงเจตนาและปฏิบัติจริงตามนั้นช่วยลดความเสี่ยง
เมื่อเป็นลูกจ้าง นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสมทบประกันสังคม รวมถึงหักภาษี ณ ที่จ่ายตามเกณฑ์เงินเดือน ส่วนผู้รับจ้าง/ฟรีแลนซ์มีหน้าที่ทางภาษีของตนเองและไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมภาคบังคับแบบลูกจ้าง การจัดประเภทผิดจึงกระทบทั้งความรับผิดด้านแรงงานและด้านภาษี-ประกันสังคม หน้าที่นายจ้างด้านประกันสังคมอ่านได้ที่ นายจ้างขึ้นทะเบียนประกันสังคม
ไม่เสมอไป ศาลดูความสัมพันธ์ที่แท้จริงมากกว่าชื่อสัญญา หากนายจ้างควบคุมเวลาและวิธีทำงานเหมือนลูกจ้าง ก็อาจถูกวินิจฉัยว่าเป็นลูกจ้างและต้องรับผิดตามกฎหมายแรงงาน แม้สัญญาจะเขียนว่าฟรีแลนซ์
การจ่ายค่าจ้างให้ผู้รับจ้างมีหลักเกณฑ์การหักภาษี ณ ที่จ่ายตามประเภทเงินได้ ซึ่งต่างจากการหักของลูกจ้างประจำ ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์กับสรรพากรและออกเอกสารให้ถูกต้องเพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง
ถ้าเป็นผู้รับจ้างจริง การเลิกสัญญาเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญาจ้างทำของ ไม่มีค่าชดเชยแบบลูกจ้าง แต่ถ้าความสัมพันธ์จริงเข้าลักษณะลูกจ้าง ก็อาจมีสิทธิตามกฎหมายแรงงาน การพิจารณาจึงขึ้นกับข้อเท็จจริง
เลือกประเภทการจ้างให้ตรงกับลักษณะงานจริง ใช้สัญญาที่สอดคล้องกับเจตนา และปฏิบัติตามนั้นจริง เช่น ถ้าจ้างฟรีแลนซ์ก็ไม่ควรบังคับเวลาเข้า-ออกแบบลูกจ้าง การปรึกษาทนายเพื่อออกแบบโครงสร้างการจ้างช่วยลดความเสี่ยงคดีแรงงานและภาษี
เรียก "ฟรีแลนซ์" แต่คุมแบบลูกจ้าง อาจต้องจ่ายค่าชดเชย-เงินสมทบย้อนหลัง เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะเรื่อง ทีมทนายที่ปรึกษากฎหมายแรงงานสำหรับนายจ้างของเราช่วยจัดประเภทการจ้าง ร่างสัญญาให้ตรงเจตนา และลดความเสี่ยงคดีแรงงาน-ภาษี ปรึกษาเบื้องต้นฟรี โทร 065-431-6810 หรือ LINE @thaichineselawfirm สื่อสารได้ทั้งไทย จีน อังกฤษ
Powered by Froala Editor