นายจ้างขึ้นทะเบียนประกันสังคม + หน้าที่ตามกฎหมาย
นายจ้างขึ้นทะเบียนประกันสังคม + หน้าที่ตามกฎหมาย

เขียนโดย นายศรศักดา จิราพงษ์ · อัปเดตล่าสุด มิถุนายน 2026

นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมภายใน 30 วัน นำส่งเงินสมทบทุกเดือน และแจ้งการเข้า-ออกของพนักงานให้ถูกต้อง หากพลาดอาจต้องเสียเงินเพิ่มและมีโทษ บทความนี้สรุปหน้าที่นายจ้างด้านประกันสังคมแบบครบจบสำหรับธุรกิจใหม่ — อ่านภาพรวมกฎหมายแรงงานสำหรับนายจ้างได้ที่ คู่มือกฎหมายแรงงานสำหรับนายจ้าง

ใครต้องขึ้นทะเบียน และภายในเมื่อไหร่

นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียน "นายจ้าง" และขึ้นทะเบียน "ผู้ประกันตน" (ลูกจ้าง) ต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้าง และเมื่อรับลูกจ้างเข้าใหม่หรือมีลูกจ้างออก ก็ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงภายในกำหนด ลูกจ้างที่อยู่ในระบบคือผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ซึ่งได้รับความคุ้มครองหลายกรณี การขึ้นทะเบียนปัจจุบันทำผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคมได้

เงินสมทบจ่ายเท่าไหร่ และนำส่งเมื่อไหร่

เงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 33 คำนวณจากค่าจ้าง โดยนายจ้างหักจากลูกจ้างในอัตราร้อยละ 5 และนายจ้างสมทบอีกร้อยละ 5 (รัฐร่วมสมทบอีกส่วนหนึ่ง) ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณมีขั้นต่ำและขั้นสูงตามที่กฎกระทรวงกำหนด นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสมทบส่วนของลูกจ้างและนำส่งพร้อมส่วนของนายจ้างต่อสำนักงานประกันสังคมภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

ข้อควรตรวจสอบ (เพดานค่าจ้างกำลังปรับ): เดิมฐานค่าจ้างขั้นสูงอยู่ที่ 15,000 บาท (สมทบสูงสุดฝ่ายละ 750 บาทต่อเดือน) แต่ปัจจุบันมีการปรับเพดานค่าจ้างขึ้นเป็นขั้นบันได ซึ่งทยอยมีผลตั้งแต่ปี 2569 ทำให้เงินสมทบสูงสุดต่อเดือนเพิ่มขึ้น จึงควรตรวจสอบอัตราและเพดานล่าสุดกับสำนักงานประกันสังคมก่อนคำนวณทุกครั้ง

ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองอะไรบ้าง

ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย/บาดเจ็บ คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ (บำเหน็จ/บำนาญ) และว่างงาน การที่นายจ้างขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสมทบครบถ้วนตรงเวลา จึงไม่ใช่แค่หน้าที่ตามกฎหมาย แต่เป็นการคุ้มครองลูกจ้างและลดข้อพิพาทแรงงานในระยะยาว

ไม่ทำตามหน้าที่ มีผลอย่างไร

หากนายจ้างไม่ขึ้นทะเบียน ไม่นำส่งเงินสมทบ หรือนำส่งไม่ครบ/ล่าช้า ต้องรับผิดชำระเงินสมทบที่ค้างพร้อม "เงินเพิ่ม" ในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ค้าง และอาจมีโทษทางอาญาตามพระราชบัญญัติประกันสังคม นอกจากนี้ หากลูกจ้างเสียสิทธิประโยชน์เพราะนายจ้างไม่นำส่งเงินสมทบ นายจ้างอาจต้องรับผิดต่อความเสียหายนั้นด้วย การวางระบบเงินเดือนและประกันสังคมให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงคุ้มกว่าการตามแก้ภายหลัง

มาตรา 33 / 39 / 40 ต่างกันอย่างไร และลูกจ้างต่างด้าว

ผู้ประกันตนมี 3 ประเภทหลัก คือ มาตรา 33 (ลูกจ้างในสถานประกอบการที่มีนายจ้าง) มาตรา 39 (ผู้เคยเป็นผู้ประกันตน ม.33 แล้วลาออก แต่สมัครส่งเงินสมทบต่อด้วยตนเอง) และมาตรา 40 (ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่สมัครเข้าระบบเอง) สำหรับนายจ้าง สิ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือมาตรา 33 ซึ่งต้องขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสมทบให้ลูกจ้าง ส่วนลูกจ้างต่างด้าวที่ทำงานโดยชอบด้วยกฎหมาย (มีใบอนุญาตทำงาน) โดยหลักก็ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนเช่นเดียวกับลูกจ้างไทย นายจ้างจึงควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตทำงานและขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้ลูกจ้างต่างด้าวให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความรับผิดทั้งด้านแรงงาน ประกันสังคม และกฎหมายคนเข้าเมือง การจัดระบบให้ครบตั้งแต่วันแรกที่รับพนักงานช่วยลดความเสี่ยงได้มาก

คำถามที่พบบ่อย

มีลูกจ้างคนเดียวต้องขึ้นประกันสังคมไหม

ต้อง นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปมีหน้าที่ขึ้นทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นกิจการขนาดเล็กหรือใหญ่

ลูกจ้างทดลองงานหรือพาร์ตไทม์ต้องขึ้นด้วยไหม

โดยหลักลูกจ้างที่ทำงานให้นายจ้างและได้รับค่าจ้างถือเป็นผู้ประกันตนที่ต้องขึ้นทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นทดลองงานหรือทำงานเต็มเวลา ทั้งนี้ควรตรวจสอบรายละเอียดเฉพาะกรณีกับสำนักงานประกันสังคม

📚 แหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ (อ่านเพิ่มเติม)

ปรึกษาทนายความไทย-จีน ลอว์ เฟิร์ม

ธุรกิจที่เพิ่งมีลูกจ้างมักพลาดเรื่องกำหนดเวลาและการนำส่งเงินสมทบ เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะเรื่อง ทีมที่ปรึกษาด้านนายจ้างและประกันสังคมของเราช่วยขึ้นทะเบียน วางระบบเงินเดือน นำส่งเงินสมทบ และจัดการข้อพิพาทแรงงาน ปรึกษาเบื้องต้นฟรี โทร 065-431-6810 หรือ LINE @thaichineselawfirm สื่อสารได้ทั้งไทย จีน อังกฤษ

Powered by Froala Editor

Powered by Froala Editor

Scroll