คนไทยส่วนใหญ่จากไปโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เพราะกฎหมายเตรียมกติกาสำรองไว้ให้แล้ว เรียกว่าการแบ่งมรดกตามทายาทโดยธรรม แต่ปัญหาคือหลายครอบครัวไม่รู้ว่ากติกานั้นคืออะไร จึงเข้าใจไปเองว่า "ลูกชายคนโตจัดการทั้งหมด" หรือ "ภรรยาได้ทุกอย่าง" ซึ่งมักไม่ตรงกับความเป็นจริง
บทความนี้ยกสถานการณ์ที่พบบ่อยที่สุด 5 แบบ มาแสดงให้เห็นว่าทรัพย์จะตกแก่ใคร โดยใช้หลักลำดับทายาทตามมาตรา 1629 หลักลำดับก่อนตัดลำดับหลังตามมาตรา 1630 และส่วนแบ่งของคู่สมรสตามมาตรา 1635
หากผู้ตายมีคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้อง อย่าเพิ่งนำทรัพย์ทั้งหมดมาแบ่ง เพราะต้องแยก สินสมรส ออกก่อน โดยครึ่งหนึ่งของสินสมรสเป็นของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในฐานะเจ้าของ ไม่ใช่มรดก ส่วนอีกครึ่งหนึ่งซึ่งเป็นของผู้ตายเท่านั้นที่เป็นกองมรดก (อ่านความต่างในบทความเรื่องสินสมรสกับมรดก)
เมื่อได้ตัวเลขกองมรดกที่แท้จริงแล้ว จึงมาดูสถานการณ์ต่อไปนี้
นี่คือกรณีที่พบบ่อยที่สุด เมื่อผู้ตายมีคู่สมรสที่จดทะเบียนและมีลูก คู่สมรสจะได้ส่วนแบ่งมรดก เสมือนเป็นทายาทชั้นบุตรคนหนึ่ง หมายความว่าถ้ามีลูกสองคน กองมรดกจะแบ่งออกเป็นสามส่วนเท่ากัน คือคู่สมรสหนึ่งส่วน และลูกคนละหนึ่งส่วน
แต่อย่าลืมข้อยกเว้นสำคัญ หากบิดามารดาของผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะได้ส่วนแบ่งเสมือนทายาทชั้นบุตรด้วยตามมาตรา 1630 วรรคสอง ทำให้จำนวนส่วนเพิ่มขึ้นอีก
หากคู่สมรสเสียชีวิตไปก่อน หรือหย่าขาดกันแล้ว กองมรดกจะตกแก่ลูกทุกคนในส่วนที่เท่ากันตามมาตรา 1633 โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นลูกชายหรือลูกสาว คนโตหรือคนเล็ก และหากบิดามารดาของผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ ก็เข้ามารับส่วนเสมือนลูกอีกคนหนึ่งเช่นกัน
กรณีนี้คือจุดที่ครอบครัวมักคาดไม่ถึง หลายคนเข้าใจว่าเมื่อไม่มีลูก ทรัพย์ทั้งหมดต้องเป็นของคู่สมรส แต่ความจริงคือ หากผู้ตายยังมี บิดามารดา หรือ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ยังมีชีวิตอยู่ คู่สมรสจะได้มรดก กึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งตกแก่ทายาทกลุ่มนั้น
หากไม่มีทายาทสองกลุ่มแรกนั้น แต่ยังมีทายาทที่ห่างออกไป เช่น พี่น้องต่างพ่อต่างแม่ ปู่ย่าตายาย หรือลุงป้าน้าอา คู่สมรสจะได้ สองในสาม ของกองมรดก และหากไม่มีทายาทโดยธรรมอื่นเลย คู่สมรสจึงจะได้ทั้งหมด
เมื่อผู้ตายเป็นโสดหรือไม่มีทั้งคู่สมรสและผู้สืบสันดาน กองมรดกจะไล่ลงไปตามลำดับ เริ่มจากบิดามารดา หากท่านเสียชีวิตแล้วก็ไปยังพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน แล้วจึงเป็นพี่น้องต่างพ่อหรือต่างแม่ ปู่ย่าตายาย และลุงป้าน้าอาตามลำดับ โดยลำดับที่มีคนอยู่จะตัดสิทธิลำดับถัดไปทั้งหมด
สถานการณ์นี้สร้างความเจ็บปวดให้หลายครอบครัว เพราะแม้จะอยู่กินกันมาหลายสิบปี หากไม่ได้จดทะเบียนสมรส คู่ชีวิตนั้น ไม่ใช่ทายาทโดยธรรม จึงไม่มีสิทธิรับมรดกในฐานะคู่สมรส ทรัพย์จะตกแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย เช่น ลูก พ่อแม่ หรือพี่น้องแทน
อย่างไรก็ตาม คู่ชีวิตยังอาจมีสิทธิเรียกร้องในทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันในฐานะเจ้าของรวม ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการรับมรดก (อ่านรายละเอียดในบทความเรื่องอยู่กินไม่จดทะเบียน)
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ การไม่ทำพินัยกรรมไม่ได้แปลว่าไม่มีปัญหา แต่แปลว่า ปล่อยให้กฎหมายตัดสินใจแทน ซึ่งบางครั้งผลลัพธ์ก็ต่างจากที่เจ้าของทรัพย์ตั้งใจไว้มาก โดยเฉพาะครอบครัวที่คู่ไม่ได้จดทะเบียน มีลูกจากหลายความสัมพันธ์ หรือต้องการดูแลคนบางคนเป็นพิเศษ
หากความตั้งใจของคุณไม่ตรงกับผลลัพธ์ตามกติกาสำรองข้างต้น การทำพินัยกรรมคือทางเดียวที่จะเปลี่ยนได้ (อ่านวิธีทำในบทความเรื่องวิธีทำพินัยกรรม)
ถาม: ลูกคนที่ดูแลพ่อแม่มาตลอด ควรได้มากกว่าไหม
ตอบ: ตามกฎหมายลูกทุกคนได้เท่ากันตามมาตรา 1633 การดูแลไม่ทำให้ส่วนแบ่งเพิ่ม เว้นแต่พ่อแม่จะทำพินัยกรรมยกให้เป็นพิเศษ หรือทายาททุกคนตกลงกันเองเป็นอย่างอื่น
ถาม: หย่าแล้วแต่ยังไม่ได้แบ่งทรัพย์ อดีตคู่สมรสมีสิทธิไหม
ตอบ: เมื่อหย่าขาดแล้ว ย่อมไม่เป็นคู่สมรสตามกฎหมายและไม่เป็นทายาท แต่เรื่องการแบ่งสินสมรสที่ค้างอยู่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องพิจารณาต่างหาก ควรปรึกษาทนาย
ถาม: ทรัพย์ที่พ่อได้รับเป็นมรดกจากปู่ ถือเป็นสินสมรสกับแม่ไหม
ตอบ: โดยหลักทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสโดยทางมรดกหรือการให้ ถือเป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 1471 (3) ไม่ใช่สินสมรส จึงตกเป็นกองมรดกของพ่อทั้งจำนวน
บริการเพิ่มเติมจากพาร์ทเนอร์ สำหรับจ้าง ทนายความคดีมรดก
ไม่ทำพินัยกรรม ไม่ได้แปลว่าไม่มีปัญหา แต่แปลว่าปล่อยให้กฎหมายตัดสินใจแทนเรา คำถามคือผลลัพธ์นั้น ตรงกับที่เราตั้งใจหรือเปล่า