สัญญาเป็นเงินต่างประเทศ จ่ายบาทใช้เรตวันไหน

สัญญาเป็นเงินต่างประเทศ จ่ายบาทใช้เรตวันไหน

เขียนโดย นายศรศักดา จิราพงษ์ | บริษัท ไทย จีน ลอว์ เฟิร์ม จำกัด

ใบเสนอราคาระบุเป็นดอลลาร์ แต่ฝ่ายบัญชีจะโอนเงินบาท คู่ค้าใช้เรตวันที่ออกบิล ส่วนบริษัทคุณใช้เรตวันที่สั่งซื้อ ยอดต่างกันทั้งที่จำนวนสินค้าเท่าเดิม ต้องยึดวันไหน และควรเขียนสัญญาอย่างไรไม่ให้เกิดข้อโต้แย้งทุกงวด

คำตอบสั้น

สำหรับหนี้ที่ใช้กฎหมายไทย มาตรา 196 วางหลักว่าหนี้เงินที่แสดงเป็นเงินต่างประเทศจะชำระเป็นเงินไทยก็ได้ โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงิน แต่ต้องอ่านข้อตกลงสกุลเงินและวิธีแปลงยอดก่อน ไม่ควรเลือกเรตวันออกบิลหรือวันทำสัญญาเอง หากสัญญาใช้กฎหมายต่างประเทศ มีอัตราที่ตกลงเฉพาะ หรือเป็นราคาบาทที่อ้างอิงเงินต่างประเทศ คำตอบต้องตรวจแยก

กรณีใดเข้าข่าย

  • ซื้อขายสินค้า จ้างบริการ หรือกำหนดค่าตอบแทนเป็นเงินต่างประเทศ แต่ต้องการชำระด้วยเงินบาท
  • สัญญา ใบเสนอราคาและใบแจ้งหนี้เขียนสกุลเงินไม่ตรงกัน
  • ผ่อนชำระหลายงวดและยังไม่ได้ระบุว่าจะคำนวณอัตราใหม่แต่ละงวดหรือยึดอัตราเดียว
  • มีข้อโต้แย้งเรื่องส่วนต่างแลกเปลี่ยน ค่าธรรมเนียมธนาคาร หรือยอดสุทธิที่ผู้รับได้รับ

สิ่งที่ควรทำตอนนี้

  1. รวบรวมสัญญาฉบับลงนาม ใบเสนอราคา PO และบันทึกแก้ไข ทำเครื่องหมายทุกจุดที่กล่าวถึงราคา สกุลเงินและการชำระ
  2. แยกว่าหนี้กำหนดเป็นเงินต่างประเทศจริง หรือกำหนดเป็นบาทแล้วใช้อัตราต่างประเทศประกอบการตั้งราคา อย่าใช้ชื่อสกุลเงินบนหัวใบเสนอราคาเพียงจุดเดียวตัดสิน
  3. ตรวจข้อกฎหมายที่ใช้บังคับ สถานที่ชำระ และเงื่อนไขบัญชีรับเงิน หากมีต่างประเทศ ให้แจ้งธนาคารถึงประเภทธุรกรรมเพื่อขอรายการเอกสารที่ต้องใช้
  4. จัดตารางเปรียบเทียบสูตรของแต่ละฝ่าย ระบุยอดสกุลเดิม อัตรา แหล่งข้อมูล วันและเวลา รวมค่าธรรมเนียมแยกต่างหาก
  5. หากข้อความไม่ชัด ให้ยืนยันวิธีคำนวณและผู้มีอำนาจตกลงเป็นหนังสือก่อนโอน ไม่แก้หนี้เป็นอีกสกุลหนึ่งด้วยใบแจ้งหนี้ฝ่ายเดียว
  6. เก็บหลักฐานอัตราที่ใช้อ้างอิงพร้อมหลักฐานโอนและยอดที่ผู้รับได้รับ แล้วขอใบรับเงินที่ระบุว่าตัดชำระหนี้งวดใด

เอกสารที่ควรเตรียม

  • คู่สัญญา: หนังสือรับรองบริษัทและอำนาจผู้ยอมรับเงื่อนไข ใช้ตรวจว่าการตกลงเรตผูกพันบริษัทหรือเป็นเพียงความเห็นพนักงานบัญชี
  • สัญญาและทรัพย์หรือบริการ: สัญญาทุกภาษา เอกสารลำดับราคา PO และรายการส่งมอบ ใช้ตรวจจำนวนหนี้และลำดับเอกสารที่มีผล
  • หนี้และการชำระ: ใบแจ้งหนี้ ใบรับเงิน ตารางงวด สลิปและรายการเดินบัญชี ใช้แยกยอดค้างจากยอดที่ชำระแล้ว
  • อัตราและค่าใช้จ่าย: หลักฐานอัตราจากแหล่งที่ตกลง ใบยืนยันแลกเงิน และรายละเอียดค่าธรรมเนียม ใช้ตรวจสูตรกับยอดสุทธิ
  • ข้อพิพาท: อีเมลยืนยันราคา ข้อคัดค้านส่วนต่างและหนังสือทวง ใช้ตรวจว่าประเด็นเกิดตั้งแต่ก่อนเซ็นหรือเพิ่งเปลี่ยนภายหลัง

เรตวันทำสัญญา วันออกบิล และวันจ่าย ต่างกันอย่างไร

วันที่ทั้งสามทำหน้าที่ต่างกัน วันทำสัญญาอาจเป็นวันที่ตกลงราคา วันออกบิลเป็นการแจ้งยอด และวันชำระเป็นเวลาปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 196 ไม่ได้กำหนดให้ใช้วันออกบิลเป็นคำตอบสำหรับทุกสัญญา จึงต้องตรวจว่าคู่สัญญาได้กำหนดเกณฑ์อื่นไว้อย่างไรและเกณฑ์นั้นมีผลหรือไม่

ตัวอย่างเพื่อแยกประเด็น: สัญญาหนึ่งเขียนราคาดอลลาร์ตลอดอายุสัญญา แต่อีกฉบับเขียนราคาบาทคงที่พร้อมวงเล็บเทียบดอลลาร์ ทั้งสองฉบับไม่ควรถูกคำนวณเหมือนกันโดยอัตโนมัติ การอ่านเจตนาและเอกสารทั้งชุดตามมาตรา 368 ช่วยแยกว่าสกุลใดเป็นยอดที่ต้องชำระจริง

ข้อสัญญาที่ควรกำหนดให้ครบก่อนเซ็น

  • สกุลเงินหลักและสกุลที่อนุญาตให้ชำระ พร้อมข้อกำหนดเมื่อเปลี่ยนสกุล
  • แหล่งอัตราแลกเปลี่ยน ชนิดอัตรา และเวลาที่ใช้อ้างอิง ไม่เขียนเพียงว่าใช้เรตธนาคารโดยไม่บอกธนาคารหรือชนิดอัตรา
  • วิธีคำนวณแต่ละงวด การปัดเศษและวันทำการ หากวันอ้างอิงไม่มีประกาศอัตรา
  • ฝ่ายที่รับค่าธรรมเนียมธนาคารต้นทาง ตัวกลางและปลายทาง รวมวิธีแก้เมื่อยอดเข้าบัญชีขาด
  • หลักฐานยืนยันการชำระและวิธีทักท้วงยอดที่ไม่ตรง ก่อนเซ็นใบรับเงินปิดบัญชี

เรตภาษีหรือบัญชี ใช้แทนเรตสัญญาได้เลยไหม

ไม่ควรนำอัตราที่ฝ่ายบัญชีใช้บันทึกรายการหรืออัตราเพื่อภาษีมาถือว่าเป็นข้อตกลงชำระหนี้ทันที เพราะวัตถุประสงค์ต่างกัน บทความนี้ว่าด้วยหน้าที่ระหว่างคู่สัญญา ไม่ได้กำหนดอัตราภาษีหรืออัตราทางบัญชี ให้ผู้รับผิดชอบบัญชีตรวจหลักเกณฑ์ของรายการนั้นแยกต่างหาก

หากมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายหรือภาระส่งเงินข้ามประเทศ ต้องตรวจประเภทเงินได้ ประเทศและหลักฐานจริงก่อนกำหนดยอดสุทธิ ห้ามใช้ประโยคว่าหักได้ตามปกติแทนการตรวจธุรกรรม

ระยะเวลาและค่าใช้จ่าย

งานตรวจจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีสัญญาหลายภาษา หลายงวด หรือเปลี่ยนสูตรระหว่างทาง หากต้องร่วมเจรจาหรือขอความเห็นกฎหมายต่างประเทศ ต้องแยกจากงานตรวจถ้อยคำตามกฎหมายไทย

ค่าแลกเงินและค่าธรรมเนียมการโอนต้องขอข้อมูลจากธนาคารสำหรับธุรกรรมจริง ค่าทนายขึ้นกับเอกสารและขอบเขต ไม่ระบุเรตปัจจุบันหรือช่วงค่าบริการที่ใช้ไม่ได้กับทุกดีล

ข้อผิดพลาดที่พบ

  • ใช้คำว่า USD หรือหยวนสลับกับเงินบาทในสัญญาเดียวโดยไม่กำหนดสกุลหลัก
  • เลือกเฉพาะเรตที่ตนได้ประโยชน์หลังถึงวันจ่ายแล้ว
  • ส่งภาพเรตที่ไม่มีวัน เวลา หรือประเภทอัตรา ทำให้ตรวจย้อนกลับไม่ได้
  • ถือว่ายอดตัดจากบัญชีผู้โอนเท่ากับยอดที่เจ้าหนี้ได้รับเสมอ
  • เปลี่ยนบัญชีรับเงินตามอีเมลใหม่โดยไม่ยืนยันผ่านช่องทางเดิม

จุดที่ควรให้ทนายเข้าดูแล

ให้ทนายตรวจเมื่อสูตรมีผลต่อยอดจำนวนมาก อีกฝ่ายทวงส่วนต่างย้อนหลัง มีข้อกำหนดกฎหมายต่างประเทศ หรือใบเสนอราคาขัดกับสัญญาที่เซ็นแล้ว หากเลยกำหนดชำระ อย่ารอให้อัตราขยับเป็นประโยชน์แล้วค่อยจ่าย เพราะยังต้องตรวจผลผิดนัดแยกจากข้อพิพาทเรื่องเรต

ทนายช่วยอะไรได้บ้าง

ทนายเทียบสัญญาทุกฉบับ แยกสกุลหนี้และเงื่อนไขชำระ ร่างข้ออัตราแลกเปลี่ยนและค่าธรรมเนียม ทำบันทึกยืนยันยอดกับคู่ค้า และจัดเอกสารอธิบายข้อโต้แย้งให้ฝ่ายบัญชีใช้สูตรเดียวกัน งานภาษีและงานธนาคารต้องประสานผู้รับผิดชอบด้านนั้นตามขอบเขต

ขอบเขตงานของสำนักงานในเรื่องนี้อยู่ที่ บริการร่างและทบทวนสัญญาทางกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย

ใช้เรตธนาคารแห่งประเทศไทยได้เสมอไหม

ต้องดูสัญญาและหลักเกณฑ์ที่ใช้กับหนี้นั้น ไม่ใช่ทุกสัญญากำหนดให้ใช้อัตราเดียวกัน หากจะอ้างแหล่งใดควรระบุชนิดอัตราและวันเวลาให้ชัด

ผ่อนหลายงวด ใช้เรตวันแรกตลอดได้ไหม

ทำได้หรือไม่ขึ้นกับข้อตกลงและกฎหมายที่ใช้บังคับ อย่าอนุมานจากงวดแรกเพียงงวดเดียว หากยังไม่ชัดควรทำบันทึกวิธีคำนวณงวดที่เหลือก่อนเกิดข้อพิพาท

ผู้รับได้เงินไม่ครบเพราะค่าธรรมเนียม ถือว่าจ่ายครบไหม

ต้องตรวจว่าใครรับผิดค่าธรรมเนียม และสัญญากำหนดยอดสุทธิอย่างไร หลักฐานโอนออกเต็มยอดอาจยังไม่ตอบข้อโต้แย้งเรื่องยอดเข้าบัญชี

ปรึกษาเรื่องนี้

ส่งคำว่า "สัญญาเงินต่างประเทศ" พร้อมสกุลเงินและกำหนดชำระ ทาง LINE @thaichineselawfirm เพื่อรับรายการเอกสารเบื้องต้น

คำเตือน

เนื้อหานี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป คำตอบของแต่ละกรณีอาจเปลี่ยนตามข้อเท็จจริง เอกสาร และกำหนดเวลา ควรให้ทนายตรวจข้อมูลก่อนลงนามหรือดำเนินการที่กระทบสิทธิ

แหล่งกฎหมาย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ภาพรวมและหัวข้อย่อยในเรื่องนี้รวมอยู่ที่ คู่มือร่างและตรวจสัญญาธุรกิจ

Scroll