เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะทำพินัยกรรม คำถามต่อไปคือ "ทำแบบไหนดี" เพราะกฎหมายไทยรับรองพินัยกรรมไว้หลายแบบ แต่ละแบบมีเงื่อนไข ข้อดี และความเสี่ยงต่างกัน การเลือกให้เหมาะกับสถานการณ์ของตัวเองคือสิ่งที่ทำให้พินัยกรรมใช้ได้จริงในวันที่ต้องใช้ บทความนี้สรุปทั้ง 5 แบบให้เห็นภาพในที่เดียว
ตามมาตรา 1656 ทำเป็นหนังสือ ลงวัน เดือน ปีที่ทำ ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน แล้วพยานทั้งสองลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น
แบบนี้เป็นแบบที่นิยมที่สุด เพราะยืดหยุ่น จะพิมพ์หรือเขียนก็ได้ และมีพยานยืนยันทำให้โต้แย้งยากกว่าแบบเขียนเอง เหมาะกับคนทั่วไปที่มีทรัพย์หลายรายการ ข้อควรระวังคือเรื่องพยาน ต้องไม่ใช่ผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้นตามมาตรา 1653 และต้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามมาตรา 1670
ตามมาตรา 1657 ผู้ทำต้องเขียนข้อความทั้งหมดด้วยลายมือตนเอง ลงวัน เดือน ปี และลงลายมือชื่อ โดยไม่ต้องมีพยาน
เหมาะกับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูงและต้องการทำทันทีโดยไม่ต้องรบกวนใคร แต่มีความเสี่ยงเรื่องถูกโต้แย้งลายมือและการสูญหาย เพราะไม่มีใครรู้เห็น (อ่านรายละเอียดในบทความเรื่องพินัยกรรมเขียนเอง)
ตามมาตรา 1658 ทำต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่ที่ว่าการอำเภอหรือเขต โดยผู้ทำพินัยกรรมแจ้งข้อความที่ประสงค์ต่อเจ้าพนักงาน มีการจดข้อความ อ่านทวน และลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานตามที่กฎหมายกำหนด
แบบนี้ มั่นคงที่สุดในแง่การพิสูจน์ เพราะมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องและมีการเก็บรักษาเอกสารอย่างเป็นระบบ จึงเหมาะอย่างยิ่งกับครอบครัวที่คาดว่าอาจมีข้อพิพาท หรือกองมรดกมีมูลค่าสูง ข้อแลกเปลี่ยนคือต้องเดินทางไปดำเนินการและมีขั้นตอนมากกว่าแบบอื่น
ตามมาตรา 1660 ผู้ทำพินัยกรรมปิดผนึกเอกสารแล้วนำไปแสดงต่อเจ้าพนักงานพร้อมพยาน โดยเนื้อหาภายในไม่ถูกเปิดเผย
เหมาะกับผู้ที่ต้องการให้มีหลักฐานว่าได้ทำพินัยกรรมไว้จริงและมีวันที่แน่นอน แต่ยังต้องการเก็บเนื้อหาเป็นความลับจนถึงวันที่จากไป ข้อควรระวังคือขั้นตอนมีรายละเอียดค่อนข้างมาก หากทำไม่ครบถ้วนอาจเสียไป
ตามมาตรา 1663 ใช้ได้เฉพาะกรณีมีพฤติการณ์พิเศษที่ไม่อาจทำพินัยกรรมตามแบบอื่นได้ เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย หรือเวลามีโรคระบาดหรือสงคราม โดยต้องแสดงเจตนาต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนซึ่งอยู่พร้อมกัน แล้วพยานต้องไปแสดงตนต่อเจ้าพนักงานและแจ้งข้อความโดยไม่ชักช้า
แบบนี้เป็นทางออกฉุกเฉินเท่านั้น และมีเงื่อนไขเวลาที่เข้มงวด กฎหมายกำหนดให้พินัยกรรมด้วยวาจาสิ้นผลเมื่อพ้นกำหนดเวลาหนึ่งเดือนนับแต่ผู้ทำพินัยกรรมกลับมาอยู่ในสภาพที่ทำพินัยกรรมตามแบบอื่นได้ จึงไม่ควรพึ่งพาแบบนี้ในสถานการณ์ปกติ
หลักง่าย ๆ ที่เราแนะนำคือ หากต้องการความสมดุลระหว่างความสะดวกกับความน่าเชื่อถือ ให้เลือก แบบธรรมดา ที่มีพยานสองคน หากกองมรดกมีมูลค่าสูง ครอบครัวซับซ้อน หรือคาดว่าจะมีคนโต้แย้ง ให้เลือก แบบเอกสารฝ่ายเมือง เพราะพิสูจน์ง่ายที่สุด ส่วน แบบเขียนเอง เหมาะกับกรณีเร่งด่วนหรือต้องการความเป็นส่วนตัว แต่ควรเป็นทางเลือกชั่วคราวและตามด้วยการทำแบบที่มั่นคงกว่าเมื่อสะดวก
ไม่ว่าเลือกแบบใด สิ่งที่สำคัญไม่แพ้รูปแบบคือเนื้อหาที่ชัดเจน ระบุทรัพย์ให้เจาะจง ระบุผู้รับให้ชัด และควรตั้งผู้จัดการมรดกไว้ในพินัยกรรมด้วย เพื่อลดขั้นตอนและข้อขัดแย้งในอนาคต
ถาม: ทำพินัยกรรมหลายแบบพร้อมกันได้ไหม
ตอบ: ทำได้ แต่ต้องระวังความขัดแย้งกันของเนื้อหา โดยหลักฉบับที่ทำภายหลังโดยชอบจะมีผลเหนือกว่าในส่วนที่ขัดกัน จึงควรระบุให้ชัดว่ายกเลิกฉบับก่อนหน้าหรือไม่
ถาม: พินัยกรรมต้องจดทะเบียนที่ไหนไหมถึงจะมีผล
ตอบ: ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนสำหรับทุกแบบ พินัยกรรมแบบธรรมดาและแบบเขียนเองมีผลได้โดยไม่ต้องจดทะเบียน ขอเพียงทำถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด
ถาม: แบบไหนที่ทายาทโต้แย้งยากที่สุด
ตอบ: โดยทั่วไปแบบเอกสารฝ่ายเมืองพิสูจน์ความสมบูรณ์ได้ง่ายที่สุด เพราะมีเจ้าพนักงานเกี่ยวข้อง จึงมักถูกโต้แย้งได้ยากกว่าแบบที่ทำกันเองภายในบ้าน
บริการเพิ่มเติมจากพาร์ทเนอร์ สำหรับจ้าง ทนายความคดีมรดก
พินัยกรรมที่ดีที่สุด ไม่ใช่แบบที่หรูที่สุด แต่คือแบบที่เหมาะกับครอบครัวคุณ และทำเสร็จจริงตั้งแต่วันนี้