หลายครอบครัวเตรียมพินัยกรรมมาอย่างดี เนื้อหาชัดเจน ทรัพย์ระบุครบ แต่กลับพลาดตรงจุดที่ดูเหมือนเล็กที่สุด นั่นคือ "ใครเซ็นเป็นพยาน" เพราะเมื่อถึงเวลาใช้จริง ข้อกำหนดที่ตั้งใจยกให้คนที่รักที่สุด กลับเสียไปเพราะคนนั้นเองไปเซ็นเป็นพยาน บทความนี้จะทำให้คุณเลือกพยานได้ถูกตั้งแต่ครั้งแรก
ก่อนอื่น ไม่ใช่ทุกแบบที่ต้องมีพยาน พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับตามมาตรา 1657 ไม่ต้องมีพยาน เพราะกฎหมายถือว่าลายมือทั้งฉบับเป็นเครื่องยืนยันในตัวเอง
ส่วนพินัยกรรมแบบธรรมดาตามมาตรา 1656 ซึ่งเป็นแบบที่นิยมที่สุด ต้องมีพยานอย่างน้อยสองคน โดยผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานทั้งสองที่อยู่พร้อมกัน แล้วพยานจึงลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น จุดสำคัญคือคำว่า "พร้อมกัน" ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่ต่างคนต่างมาเซ็นคนละวัน
กฎหมายกำหนดบุคคลต้องห้ามไว้ชัดเจน ได้แก่ ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ คือผู้ที่อายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ และ บุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้ หรือจักษุบอดทั้งสองข้าง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือให้หลานวัยรุ่นในบ้านเซ็นเป็นพยาน เพราะสะดวกและอยู่ตรงนั้นพอดี โดยไม่ทันคิดว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงควรตรวจอายุให้แน่ใจก่อนเสมอ
จุดนี้สำคัญยิ่งกว่าและพลาดกันมากที่สุด มาตรา 1653 วางหลักว่า ผู้เขียนหรือพยานในพินัยกรรม จะเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้นไม่ได้
ผลของการฝ่าฝืนไม่ใช่ว่าพินัยกรรมเสียทั้งฉบับเสมอไป แต่ข้อกำหนดที่ยกทรัพย์ให้บุคคลนั้นอาจเสียไป ลองนึกภาพว่าพ่อตั้งใจยกบ้านให้ลูกสาวที่ดูแลท่านมาตลอด แล้วในวันทำพินัยกรรม ลูกสาวคนนั้นเองที่เป็นคนช่วยเขียนและเซ็นเป็นพยาน สุดท้ายข้อกำหนดที่ยกบ้านให้เธออาจใช้ไม่ได้ ทั้งที่เป็นความตั้งใจหลักของพ่อ
ด้วยเหตุผลเดียวกัน แม้กฎหมายจะไม่ได้ห้ามคู่สมรสของผู้รับทรัพย์โดยชัดแจ้งในทุกกรณี แต่ในทางปฏิบัติเราแนะนำให้เลี่ยงบุคคลที่มีส่วนได้เสียใกล้ชิดกับผู้รับทรัพย์ทั้งหมด เพื่อตัดปัญหาการโต้แย้งตั้งแต่ต้น
พยานที่ปลอดภัยที่สุดคือ บุคคลภายนอกที่บรรลุนิติภาวะ ไม่ได้รับทรัพย์ใด ๆ ตามพินัยกรรม และไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดก เช่น เพื่อนบ้านที่รู้จักกันดี เพื่อนร่วมงาน ผู้ใหญ่ที่นับถือในชุมชน หรือทนายความและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานกฎหมาย
คุณสมบัติที่ควรพิจารณาเพิ่มคือ ควรเป็นคนที่ ติดต่อได้ในอนาคต เพราะหากมีการโต้แย้งพินัยกรรมภายหลัง พยานอาจต้องมาเบิกความยืนยันต่อศาลว่าเห็นการลงลายมือชื่อจริงและผู้ทำพินัยกรรมมีสติสมบูรณ์ในขณะนั้น การเลือกคนที่อายุใกล้เคียงหรือมากกว่าผู้ทำพินัยกรรมมาก จึงอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก
นอกจากเลือกพยานให้ถูกแล้ว สิ่งที่ควรทำเพิ่มคือ จดชื่อ นามสกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ และเบอร์ติดต่อของพยานไว้ในเอกสารหรือแนบไว้ด้วย เพื่อให้ตามตัวได้ในอนาคต และหากเป็นไปได้ ควรให้พยานเขียนกำกับสั้น ๆ ว่าได้เห็นผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อด้วยความสมัครใจในขณะที่มีสติสมบูรณ์ ซึ่งช่วยเพิ่มน้ำหนักได้มากหากมีการโต้แย้งภายหลัง
ถาม: ลูกที่ไม่ได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม เป็นพยานได้ไหม
ตอบ: โดยตัวบทมาตรา 1653 ห้ามพยานเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้น หากลูกคนนั้นไม่ได้รับทรัพย์เลยก็ไม่ต้องห้ามโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติเราแนะนำให้ใช้บุคคลภายนอกจะปลอดภัยกว่า เพราะลดข้อครหาและข้อโต้แย้งเรื่องความเป็นกลาง
ถาม: ใช้พยานสามคนได้ไหม จะดีกว่าสองคนหรือเปล่า
ตอบ: ได้ กฎหมายกำหนดขั้นต่ำสองคน การมีมากกว่านั้นไม่ผิดและอาจช่วยได้หากพยานคนหนึ่งติดต่อไม่ได้ในอนาคต ขอเพียงพยานทุกคนมีคุณสมบัติครบถ้วน
ถาม: พยานต้องอ่านเนื้อหาในพินัยกรรมไหม
ตอบ: หน้าที่ของพยานในแบบธรรมดาคือรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรม ไม่จำเป็นต้องรู้เนื้อหาทั้งหมด หากต้องการเก็บเนื้อหาเป็นความลับอย่างเคร่งครัด อาจพิจารณาพินัยกรรมแบบเอกสารลับแทน
บริการเพิ่มเติมจากพาร์ทเนอร์ สำหรับจ้าง ทนายความคดีมรดก
เลือกพยานผิดคนเพียงคนเดียว อาจทำให้สิ่งที่ตั้งใจยกให้คนที่รักที่สุด กลายเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้รับ