คู่มือร่างและตรวจสัญญาธุรกิจ ฉบับสมบูรณ์ 2026
คู่มือร่างและตรวจสัญญาธุรกิจ ฉบับสมบูรณ์ 2026

เขียนโดย นายศรศักดา จิราพงษ์ · อัปเดตล่าสุด มิถุนายน 2026

สัญญาที่ดีคือเครื่องมือป้องกันข้อพิพาทที่ถูกที่สุดในการทำธุรกิจ การร่างและตรวจสัญญาให้รัดกุมต้องเข้าใจองค์ประกอบที่ทำให้สัญญาสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แบบของสัญญาที่กฎหมายบังคับ เงื่อนไขสำคัญอย่างเบี้ยปรับและการบอกเลิกสัญญา รวมถึงการตรวจสอบคู่สัญญาและข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม คู่มือนี้สรุปให้ครบตั้งแต่การร่าง การตรวจ ไปจนถึงการบังคับสิทธิเมื่อเกิดข้อพิพาท

สัญญาคืออะไร และเกิดขึ้นเมื่อไหร่

สัญญาคือนิติกรรมสองฝ่ายที่เกิดจากการแสดงเจตนาของคู่สัญญาตรงกัน โดยทั่วไปเกิดขึ้นเมื่อ "คำเสนอ" ของฝ่ายหนึ่งได้รับ "คำสนอง" ที่ตรงกันจากอีกฝ่าย องค์ประกอบที่ทำให้สัญญาสมบูรณ์และผูกพันตามกฎหมายคือ คู่สัญญาต้องมีความสามารถตามกฎหมาย มีการแสดงเจตนาโดยสมัครใจและถูกต้อง มีวัตถุประสงค์ที่ไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัย และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และต้องทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด (ถ้ามี)

สัญญาโมฆะ กับ สัญญาโมฆียะ ต่างกันอย่างไร

"โมฆะ" คือเสียเปล่ามาตั้งแต่ต้น ไม่มีผลทางกฎหมายเลย เช่น นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี หรือไม่ทำตามแบบที่กฎหมายบังคับ (มาตรา 150 และมาตรา 152) ส่วน "โมฆียะ" คือสมบูรณ์อยู่จนกว่าจะถูกบอกล้าง เช่น นิติกรรมที่เกิดจากการสำคัญผิดในสาระสำคัญ การถูกกลฉ้อฉล (มาตรา 159) หรือการถูกข่มขู่ (มาตรา 164) ผู้มีสิทธิบอกล้างทำได้ภายในกำหนดเวลา หากบอกล้างแล้วนิติกรรมนั้นเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก ความเข้าใจสองคำนี้สำคัญมากเวลาประเมินว่าสัญญาที่อยู่ตรงหน้าจะบังคับได้หรือไม่

หลักกฎหมายที่อยู่เบื้องหลังสัญญาทุกฉบับ

สัญญาทางธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บนพื้นฐานของ "หลักเสรีภาพในการทำสัญญา" ที่คู่สัญญาตกลงกันได้ตามต้องการตราบเท่าที่ไม่ขัดกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อย ควบคู่กับ "หลักสุจริต" ตามมาตรา 5 ที่กำหนดให้การใช้สิทธิและการชำระหนี้ต้องกระทำโดยสุจริต และเมื่อต้องตีความสัญญา มาตรา 368 ให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณี ดังนั้นถ้อยคำในสัญญาที่ชัดเจนและสอดคล้องเจตนาจริงจึงเป็นเกราะที่ดีที่สุดเมื่อเกิดข้อโต้แย้ง

โครงสร้างของสัญญาที่ดี ต้องมีอะไรบ้าง

สัญญาที่รัดกุมควรมีส่วนประกอบครบถ้วน เริ่มจากชื่อสัญญาและวันที่ทำสัญญา รายละเอียดคู่สัญญาที่ถูกต้อง (ชื่อ-เลขประจำตัว/เลขทะเบียนนิติบุคคล ที่อยู่ ผู้มีอำนาจลงนาม) คำนิยามศัพท์ที่ใช้ซ้ำเพื่อตัดความกำกวม วัตถุประสงค์ของสัญญา จากนั้นจึงเป็นหัวใจคือการกำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของแต่ละฝ่ายให้ชัด เช่น ขอบเขตงาน การส่งมอบและการตรวจรับงาน เงื่อนไขและกำหนดการชำระเงิน ระยะเวลาปฏิบัติตามสัญญา ยิ่งระบุรายละเอียดที่วัดผลได้ชัดเท่าใด โอกาสตีความขัดแย้งกันก็ยิ่งน้อยลง

เงื่อนไขสำคัญที่ต้องมีเพื่อกันข้อพิพาท

นอกจากสิทธิหน้าที่หลักแล้ว ข้อสัญญาต่อไปนี้ช่วยลดความเสี่ยงได้มากและควรพิจารณาใส่ไว้เสมอ

  • เบี้ยปรับและค่าเสียหาย: กำหนดเบี้ยปรับเมื่อผิดสัญญาได้ตามมาตรา 379 แต่พึงทราบว่าหากเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงให้เหลือจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383 จึงไม่ควรตั้งสูงเกินจริงจนเสี่ยงถูกปรับลด
  • มัดจำ: เงินมัดจำตามมาตรา 377–378 มีผลเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา หากฝ่ายวางมัดจำผิดสัญญา อีกฝ่ายริบได้ แต่ถ้าฝ่ายรับมัดจำผิดสัญญาต้องคืนมัดจำพร้อมจำนวนเท่ากัน
  • ดอกเบี้ยผิดนัด: เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้เงิน เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ ปัจจุบันอัตราตามมาตรา 224 (ที่แก้ไขโดยพระราชกำหนดปี 2564) เท่ากับอัตราตามมาตรา 7 บวกร้อยละ 2 ต่อปี รวมเป็นร้อยละ 5 ต่อปี เว้นแต่มีการตกลงอัตราอื่นที่ชอบด้วยกฎหมาย
  • เหตุสุดวิสัย การบอกเลิกสัญญา และการระงับข้อพิพาท: กำหนดให้ชัดว่าเหตุใดถือเป็นเหตุสุดวิสัย ขั้นตอนและสิทธิในการบอกเลิกสัญญา รวมถึงช่องทางระงับข้อพิพาท (เจรจา ไกล่เกลี่ย อนุญาโตตุลาการ หรือศาล) และกฎหมายที่ใช้บังคับ
  • การรักษาความลับและทรัพย์สินทางปัญญา: ระบุขอบเขตข้อมูลที่ต้องรักษาเป็นความลับ ระยะเวลา และความเป็นเจ้าของผลงาน/ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดจากสัญญา

การใช้ภาษากฎหมายในสัญญา

ภาษาในสัญญาควรชัดเจน ตรงไปตรงมา และลดความกำกวม คำที่สร้างพันธะ "ต้อง" (เป็นหน้าที่บังคับ) ควรแยกจากคำว่า "อาจ" (เป็นสิทธิหรือดุลพินิจ) ให้เด็ดขาด หลีกเลี่ยงคำที่ตีความได้หลายทาง เช่น "โดยเร็ว" "ตามสมควร" โดยไม่กำหนดกรอบเวลาที่วัดได้ และควรนิยามคำศัพท์เฉพาะไว้ตั้งแต่ต้นแล้วใช้ให้สม่ำเสมอทั้งฉบับ ความคลุมเครือเพียงคำเดียวอาจกลายเป็นช่องให้คู่สัญญาตีความเข้าข้างตนเองและนำไปสู่คดีได้

แบบของสัญญาที่กฎหมายบังคับ (ทำผิดแบบอาจเสียเปล่า)

สัญญาบางประเภทกฎหมายกำหนด "แบบ" หรือ "หลักฐาน" ไว้ ถ้าไม่ทำให้ถูกต้องอาจตกเป็นโมฆะหรือฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่ การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 456 การเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่มีกำหนดเกิน 3 ปีต้องจดทะเบียนจึงจะฟ้องบังคับได้เต็มกำหนดตามมาตรา 538 การกู้ยืมเงินเกิน 2,000 บาทต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ตามมาตรา 653 และการค้ำประกันต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือตามมาตรา 680 ก่อนเซ็นจึงควรตรวจว่าสัญญาประเภทนั้นต้องทำตามแบบใดหรือไม่

ตรวจสอบก่อนเซ็น: คู่สัญญาและจุดเสี่ยงที่ทำให้เสียเปรียบ

ก่อนลงนามต้องตรวจ "ตัวคู่สัญญา" และ "อำนาจลงนาม" ให้แน่ใจ หากเป็นบุคคลธรรมดาให้ตรวจบัตรประชาชนและความสามารถ หากเป็นนิติบุคคลให้ตรวจหนังสือรับรองบริษัทฉบับล่าสุดว่าใครเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ลงนามคนเดียวหรือต้องลงนามร่วมและประทับตรา และถ้ามอบหมายให้ผู้อื่นเซ็นต้องมีหนังสือมอบอำนาจที่ถูกต้อง การตรวจสถานะนิติบุคคลทำได้ผ่านระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

จุดเสี่ยงที่ทำให้เสียเปรียบบ่อย ได้แก่ เงื่อนไขการชำระเงินที่ไม่สมดุล ข้อจำกัดความรับผิดที่เอนเอียงไปฝ่ายเดียว ข้อกำหนดการบอกเลิกสัญญาที่ให้สิทธิอีกฝ่ายมากเกินไป เบี้ยปรับที่สูงหรือต่ำผิดปกติ และข้อระงับข้อพิพาทที่บังคับให้ไปศาลหรืออนุญาโตตุลาการในที่ที่เราเสียเปรียบ หากคู่สัญญามีพฤติการณ์สร้างความน่าเชื่อถือปลอมหรือใช้เอกสารเท็จก่อนทำสัญญา ควรระวังเป็นพิเศษ อ่านแนวทางแยกแยะและดำเนินคดีได้ที่ คู่มือคดีฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ในธุรกิจ

ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ที่อาจเป็นโมฆะ และที่ขัดกฎหมาย

แม้กฎหมายให้เสรีภาพในการทำสัญญา แต่ข้อสัญญาที่เอาเปรียบเกินสมควรอาจถูกควบคุมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ซึ่งให้ศาลมีอำนาจบังคับข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ข้อสัญญาประเภทยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดที่เกินเลย หรือให้สิทธิเลิกสัญญาโดยอีกฝ่ายไม่ผิด อาจถูกปรับลดผลได้ ส่วนข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 การตรวจคัดข้อเหล่านี้ออกตั้งแต่ชั้นร่างจึงช่วยกันปัญหาในอนาคต

สัญญาธุรกิจที่ใช้บ่อยและจุดที่ต้องระวัง

สัญญาแต่ละประเภทมีจุดเน้นต่างกัน สัญญาซื้อขาย ต้องชัดเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ การส่งมอบ การรับประกันสินค้า และการชำระราคา สัญญาจ้างทำของ เน้นขอบเขตงาน กำหนดส่งมอบ การแก้ไขงาน และการรับประกันผลงาน สัญญาเช่า เน้นค่าเช่า เงินประกัน ระยะเวลา การต่อสัญญา และเงื่อนไขบอกเลิก สัญญาให้บริการ เน้นมาตรฐานการให้บริการและการรักษาความลับ ส่วน สัญญาร่วมลงทุน แฟรนไชส์ และตัวแทนจำหน่าย ต้องกำหนดสัดส่วนผลประโยชน์ สิทธิในการบริหาร และการยุติความสัมพันธ์ให้ชัด

กรณี สัญญาค้ำประกัน ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะหลังการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อปี 2557–2558 กฎหมายคุ้มครองผู้ค้ำประกันมากขึ้น เช่น ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกัน (ที่เป็นบุคคลธรรมดา) รับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ และเจ้าหนี้มีหน้าที่บอกกล่าวผู้ค้ำประกันเมื่อลูกหนี้ผิดนัดภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ส่วน สัญญาจ้างแรงงาน มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานกำกับเพิ่มเติม อ่านรายละเอียดได้ที่ คู่มือกฎหมายแรงงานสำหรับนายจ้าง

หนังสือบอกกล่าวทวงถาม (Notice) เขียนอย่างไรให้มีผล

เมื่ออีกฝ่ายผิดนัดหรือผิดสัญญา หนังสือบอกกล่าวทวงถามคือก้าวแรกที่สำคัญทั้งทางกฎหมายและทางจิตวิทยา ในหลายกรณีการบอกกล่าวให้ชำระหนี้หรือปฏิบัติตามสัญญาภายในระยะเวลาพอสมควรเป็นเงื่อนไขก่อนใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 387 อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มของการคิดดอกเบี้ยผิดนัดและเป็นพยานหลักฐานว่าได้ให้โอกาสอีกฝ่ายแล้ว หนังสือที่ดีควรระบุคู่กรณี มูลหนี้และจำนวนเงินให้ชัด อ้างข้อสัญญาหรือมาตราที่เกี่ยวข้อง กำหนดเวลาให้ปฏิบัติ ผลที่จะตามมาหากเพิกเฉย และส่งโดยวิธีที่พิสูจน์การได้รับได้ เช่น ไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ

รับรองเอกสารและ Notarial Services Attorney (Notary Public) ในไทย

หลายคนเข้าใจว่าประเทศไทยมี "Notary Public" แบบประเทศคอมมอนลอว์ แต่ความจริงไทยไม่มีระบบดังกล่าวโดยตรง สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดคือ "ทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร" (Notarial Services Attorney) ซึ่งเป็นทนายความที่ขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตจากสภาทนายความให้ทำคำรับรองได้ เช่น รับรองลายมือชื่อที่ลงต่อหน้า รับรองสำเนาเอกสารถูกต้องตรงกับต้นฉบับ และรับรองข้อเท็จจริงบางประการ บริการนี้จำเป็นมากสำหรับเอกสารที่ต้องใช้ในต่างประเทศ การทำธุรกรรมระหว่างประเทศ หรือการยื่นต่อหน่วยงานที่ต้องการการรับรองโดยทนายความ

สัญญาอิเล็กทรอนิกส์และลายมือชื่อดิจิทัล

ปัจจุบันการทำสัญญาผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้รับการรับรองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ซึ่งวางหลักว่าข้อความหรือลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์จะไม่ถูกปฏิเสธความมีผลทางกฎหมายเพียงเพราะอยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ หากใช้วิธีที่น่าเชื่อถือและระบุตัวผู้ลงลายมือชื่อพร้อมแสดงเจตนาได้ อย่างไรก็ดี สัญญาบางประเภทที่กฎหมายกำหนดแบบเฉพาะ เช่น การจดทะเบียนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ ยังต้องดำเนินการตามแบบที่กฎหมายกำหนด การเลือกแพลตฟอร์มลงนามที่มีระบบยืนยันตัวตนและเก็บร่องรอยหลักฐานจึงช่วยให้สัญญาออนไลน์มีน้ำหนักเมื่อต้องพิสูจน์ในชั้นศาล

เมื่อเกิดข้อพิพาท: ทางเลือกระงับข้อพิพาทและอายุความ

เมื่อมีการผิดสัญญา ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกให้ปฏิบัติตามสัญญา เรียกค่าเสียหาย หรือบอกเลิกสัญญาแล้วเรียกให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 ช่องทางระงับข้อพิพาทมีตั้งแต่การเจรจา การไกล่เกลี่ย การใช้อนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 (เหมาะกับสัญญาธุรกิจที่ต้องการความรวดเร็วและรักษาความลับ) ไปจนถึงการฟ้องร้องต่อศาล สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ "อายุความ" สิทธิเรียกร้องตามสัญญาทั่วไปมีอายุความ 10 ปีตามมาตรา 193/30 แต่บางกรณีสั้นกว่า เช่น การที่ผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าสินค้าหรือค่าจ้างมีอายุความ 2 ปีตามมาตรา 193/34 หากปล่อยให้ขาดอายุความ สิทธิที่มีอยู่ก็อาจบังคับไม่ได้ ดูบริการ คดีแพ่งและข้อพิพาทสัญญา ของเราประกอบ

แนวทางป้องกันความเสี่ยง (มุมธุรกิจไทย-จีน)

การบริหารความเสี่ยงทางสัญญาเชิงป้องกันคุ้มกว่าการแก้ปัญหาในชั้นศาลเสมอ นายจ้างและผู้ประกอบการควรตรวจสอบคู่สัญญาก่อนทำธุรกรรม ใช้แบบสัญญามาตรฐานที่ผ่านการตรวจทาน จัดเก็บเอกสารและหลักฐานการสื่อสารอย่างเป็นระบบ ทำบันทึกแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจในประเด็นสำคัญ สำหรับธุรกิจไทย-จีนที่ทำสัญญาข้ามชาติ การจัดทำ "สัญญาสองภาษา" ที่กำหนดให้ฉบับภาษาใดเป็นฉบับที่ใช้บังคับ พร้อมระบุกฎหมายที่ใช้บังคับและเขตอำนาจศาล/อนุญาโตตุลาการให้ชัดเจน จะช่วยลดข้อพิพาทเรื่องการตีความและเขตอำนาจได้มาก

คำถามที่พบบ่อย

สัญญาด้วยวาจาผูกพันตามกฎหมายไหม

โดยหลักสัญญาด้วยวาจาก็ผูกพันได้ เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับให้สัญญาทุกประเภทต้องทำเป็นหนังสือ แต่ปัญหาคือการพิสูจน์ และสัญญาบางประเภทกฎหมายกำหนดแบบหรือต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ เช่น กู้ยืมเกิน 2,000 บาท หรือค้ำประกัน หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออาจฟ้องบังคับไม่ได้ จึงควรทำเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ

กำหนดเบี้ยปรับไว้สูง ๆ จะบังคับได้เต็มจำนวนหรือไม่

ไม่เสมอไป แม้คู่สัญญาจะตกลงเบี้ยปรับไว้ได้ตามมาตรา 379 แต่หากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงให้เหลือจำนวนพอสมควรตามมาตรา 383 โดยพิจารณาความเสียหายที่แท้จริง การตั้งเบี้ยปรับให้สมเหตุสมผลและสะท้อนความเสียหายจริงจึงมีโอกาสบังคับได้มากกว่า

เซ็นสัญญาออนไลน์หรือใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ใช้ได้ไหม

โดยทั่วไปใช้ได้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่ถูกปฏิเสธผลทางกฎหมายเพียงเพราะอยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ หากใช้วิธีที่น่าเชื่อถือและระบุตัวผู้ลงนามได้ เว้นแต่สัญญาประเภทที่กฎหมายกำหนดแบบเฉพาะ เช่น การจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ ที่ยังต้องทำตามแบบ

📚 แหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ (อ่านเพิ่มเติม)

ปรึกษาทนายความไทย-จีน ลอว์ เฟิร์ม

สัญญาที่ร่างหรือตรวจไม่รัดกุมเพียงข้อเดียวอาจทำให้เสียเปรียบเป็นเงินจำนวนมากเมื่อเกิดข้อพิพาท เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะเรื่อง ทีมทนายความด้านสัญญาและคดีแพ่งของเราช่วยร่าง ตรวจ และเจรจาสัญญาธุรกิจ ออกหนังสือบอกกล่าวทวงถาม และให้บริการรับรองเอกสาร (Notarial Services Attorney) ปรึกษาเบื้องต้นฟรี โทร 065-431-6810 หรือ LINE @thaichineselawfirm สื่อสารได้ทั้งภาษาไทย จีน และอังกฤษ

Powered by Froala Editor

Scroll