เขียนโดย นายศรศักดา จิราพงษ์ · อัปเดตล่าสุด มิถุนายน 2026
ตอบสั้น ๆ: การเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อถือการครอบครอง หรือเข้าไปรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข เป็นความผิดฐาน "บุกรุก" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ามีเหตุฉกรรจ์ตาม มาตรา 365 เช่น ใช้กำลังประทุษร้าย มีอาวุธ ร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป หรือทำในเวลากลางคืน โทษหนักขึ้นเป็น จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท โดยบุกรุกธรรมดายอมความได้ แต่บุกรุกเหตุฉกรรจ์ยอมความไม่ได้ บทความนี้อยู่ในชุด คู่มือคดีอาญาธุรกิจ
ความผิดฐานบุกรุกมุ่งคุ้มครอง "สิทธิครอบครอง" ในอสังหาริมทรัพย์ องค์ประกอบสำคัญคือการเข้าไปในที่ดินหรือสถานที่ของผู้อื่น "โดยไม่มีสิทธิ" และมีเจตนาเพื่อถือการครอบครองทั้งหมดหรือบางส่วน หรือเพื่อรบกวนการครอบครองโดยปกติสุขของผู้ครอบครอง เช่น เข้าไปปักหลักล้อมรั้วยึดที่ดินของผู้อื่น เข้าไปปลูกสร้างในที่ของคนอื่น หรือเข้าไปในบ้าน/สำนักงานของผู้อื่นโดยเขาไม่ยินยอม จุดสำคัญคือ "เจตนา" และ "การไม่มีสิทธิ" หากเข้าไปโดยเข้าใจสุจริตว่ามีสิทธิ หรือได้รับอนุญาต ก็อาจไม่เป็นความผิด
| ประเด็น | ม.362 (ธรรมดา) | ม.365 (เหตุฉกรรจ์) |
|---|---|---|
| ลักษณะ | เข้าไปถือ/รบกวนการครอบครอง | มีกำลังประทุษร้าย/อาวุธ/ร่วม 2 คน/กลางคืน |
| โทษจำคุก | ไม่เกิน 1 ปี | ไม่เกิน 5 ปี |
| โทษปรับ | ไม่เกิน 20,000 บาท | ไม่เกิน 100,000 บาท |
| ยอมความ | ยอมความได้ | ยอมความไม่ได้ |
นอกจากนี้ยังมีบุกรุก "เคหสถาน" ตามมาตรา 364 ซึ่งหมายถึงการเข้าไปในที่อยู่อาศัยของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร การจำแนกว่าเข้าข่ายมาตราใดมีผลต่อทั้งระดับโทษและการยอมความ จึงควรให้ทนายวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์โดยละเอียด
คดีบุกรุกมักมาคู่กับข้อพิพาทเรื่องสิทธิในที่ดิน เช่น เพื่อนบ้านล้ำเข้ามาในที่ของเรา หรือผู้เช่าหมดสัญญาแล้วไม่ยอมออก ในกรณีเช่นนี้นอกจากดำเนินคดีอาญาฐานบุกรุกแล้ว เจ้าของยังฟ้องทางแพ่งเพื่อขับไล่และเรียกค่าเสียหายได้ด้วย วิธีจัดการผู้ที่ไม่ยอมออกจากที่ดินดูที่ ฟ้องขับไล่ผู้บุกรุก/ผู้เช่าไม่ยอมออก และกรณีปลูกสร้างล้ำแนวเขตที่ดินดูที่ สิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ/ข้อพิพาทแนวเขต
ระวังการครอบครองปรปักษ์: หากปล่อยให้ผู้อื่นเข้าครอบครองที่ดินมีโฉนดของเราอย่างเปิดเผยและต่อเนื่องโดยไม่ดำเนินการ อาจสุ่มเสี่ยงให้เขาอ้างครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์ภายหลัง การดำเนินคดีบุกรุกและฟ้องขับไล่แต่เนิ่น ๆ จึงสำคัญต่อการรักษาสิทธิ ดูที่ ครอบครองปรปักษ์ที่ดินมีโฉนด
ผู้เสียหายควรรวบรวมหลักฐานการครอบครองและการบุกรุก เช่น โฉนดหรือเอกสารสิทธิ ภาพถ่าย คลิป แนวรั้ว ร่องรอยการเข้าครอบครอง และพยานบุคคล จากนั้นจึงแจ้งความร้องทุกข์หรือฟ้องคดีเอง โดยกรณีบุกรุกธรรมดาที่ยอมความได้ ควรดำเนินการภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ความต่างของการแจ้งความและการฟ้องคดีเองดูที่ แจ้งความ vs ฟ้องคดีอาญาเอง
ที่ดินเปล่าหรือที่ดินที่เจ้าของไม่ได้เข้าไปดูแลเป็นเป้าหมายของการบุกรุกได้ง่าย ทั้งจากผู้บุกรุกทั่วไปและกลุ่มที่หวังยึดถือครอบครองเพื่ออ้างสิทธิในภายหลัง เจ้าของจึงควรป้องกันเชิงรุก
การปล่อยให้ผู้อื่นเข้าครอบครองที่ดินมีโฉนดอย่างเปิดเผยและต่อเนื่องนานเกินไป นอกจากเสี่ยงเรื่องบุกรุกแล้ว ยังอาจเปิดช่องให้อ้างครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์ การจัดการแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นการรักษาสิทธิที่คุ้มค่าที่สุด
หากเข้ามาถือการครอบครองหรือรบกวนการครอบครองที่ดินของเราโดยไม่มีสิทธิและมีเจตนา ก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้ ทั้งนี้ต้องดูข้อเท็จจริงเรื่องแนวเขตและเจตนาประกอบ และมักดำเนินคดีอาญาควบคู่กับการฟ้องแพ่งเรื่องแนวเขต
การเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับอนุญาต อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถานตามมาตรา 364 และหากทำในเวลากลางคืนหรือมีเหตุฉกรรจ์อื่น โทษจะหนักขึ้นตามมาตรา 365
บุกรุกธรรมดาตามมาตรา 362-364 เป็นความผิดอันยอมความได้ คู่กรณีจึงเจรจาและถอนคดีกันได้ แต่หากเป็นบุกรุกเหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 365 เช่น ใช้กำลังหรือร่วมกันหลายคน จะยอมความไม่ได้ และรัฐดำเนินคดีต่อ
ได้ ผู้เสียหายเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากการถูกบุกรุกและการขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ได้ ควบคู่กับการดำเนินคดีอาญา การมีหลักฐานความเสียหายที่ชัดเจนช่วยให้เรียกร้องได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น
คดีบุกรุกต้องวางฐานความผิดและรักษาสิทธิที่ดินไปพร้อมกัน เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะเรื่อง ทีมทนายคดีอาญาและที่ดินของเราช่วยดำเนินคดีบุกรุก ฟ้องขับไล่ เรียกค่าเสียหาย และปกป้องกรรมสิทธิ์ที่ดิน ปรึกษาเบื้องต้นฟรี โทร 065-431-6810 หรือ LINE @thaichineselawfirm สื่อสารได้ทั้งไทย จีน อังกฤษ
Powered by Froala Editor