คู่มือกฎหมายแรงงานสำหรับนายจ้าง: เลิกจ้าง ค่าชดเชย ข้อบังคับ
คู่มือกฎหมายแรงงานสำหรับนายจ้าง: เลิกจ้าง ค่าชดเชย ข้อบังคับ

เขียนโดย นายศรศักดา จิราพงษ์ · อัปเดตล่าสุด มิถุนายน 2026

นายจ้างที่ต้องการเลิกจ้างลูกจ้างต้องทำให้ถูกขั้นตอนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ทั้งการบอกกล่าวล่วงหน้า การจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน (สูงสุด 400 วันสำหรับผู้ทำงาน 20 ปีขึ้นไป) และต้องมีเหตุผลอันสมควร มิฉะนั้นเสี่ยงถูกฟ้องเรียกค่าชดเชย ค่าบอกกล่าว และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม คู่มือนี้สรุปสิทธิ หน้าที่ และวิธีลดความเสี่ยงให้นายจ้างครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนจ้าง ระหว่างจ้าง จนถึงวันเลิกจ้าง

การเลิกจ้างคืออะไร และใครได้รับความคุ้มครอง

"การเลิกจ้าง" ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน หมายถึงการที่นายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงาน หรือไม่ให้ทำงานต่อและไม่จ่ายค่าจ้าง รวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ต่างจาก "การลาออก" ซึ่งเป็นการที่ลูกจ้างแสดงเจตนาเอง การแยกให้ชัดสำคัญมาก เพราะสิทธิเรื่องค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าผูกกับการ "เลิกจ้าง" เท่านั้น ไม่ใช่การลาออก

ลูกจ้างที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งลูกจ้างรายวัน รายเดือน ลูกจ้างทดลองงาน ลูกจ้างชั่วคราว และลูกจ้างต่างด้าวที่ทำงานโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยกฎหมายไม่ได้ยกเว้นลูกจ้างทดลองงานออกจากสิทธิค่าชดเชย หากทำงานครบ 120 วันขึ้นไปก็มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเช่นเดียวกัน ส่วนงานบางประเภท เช่น ราชการส่วนกลาง/ภูมิภาค รัฐวิสาหกิจ หรืองานที่มีกฎหมายเฉพาะ จะอยู่ภายใต้กฎหมายอื่น

การบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างแทนการบอกกล่าว

เมื่อจะเลิกจ้างลูกจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือตามมาตรา 17 โดยแจ้งเมื่อถึงหรือก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้มีผลเป็นการเลิกสัญญาเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป (จึงไม่จำเป็นต้องบอกล่วงหน้าเกินหนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้าง) หากนายจ้างต้องการให้ลูกจ้างออกทันทีโดยไม่บอกกล่าว ก็ทำได้แต่ต้องจ่าย "ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า" ให้เท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างควรได้รับในช่วงเวลาบอกกล่าวนั้น และตามมาตรา 17/1 ต้องจ่ายให้ครบในวันที่เลิกจ้าง

ข้อยกเว้นคือ หากลูกจ้างกระทำความผิดร้ายแรงตามที่กฎหมายกำหนด (ดูหัวข้อมาตรา 119) นายจ้างเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่ต้องระวังว่าการอ้างเหตุร้ายแรงต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน มิฉะนั้นอาจกลายเป็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

ค่าชดเชยตามอายุงาน: 6 อัตรา (มาตรา 118)

ค่าชดเชยคือเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากการตกงาน ไม่ใช่เงินประเภทเดียวกับค่าบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าจ้างค้างจ่าย อัตราค่าชดเชยตามมาตรา 118 (รวมการแก้ไขเพิ่มอัตรา 400 วันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562) มีดังนี้

  • ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี — ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
  • ครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี — ไม่น้อยกว่า 90 วัน
  • ครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี — ไม่น้อยกว่า 180 วัน
  • ครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี — ไม่น้อยกว่า 240 วัน
  • ครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี — ไม่น้อยกว่า 300 วัน
  • ครบ 20 ปีขึ้นไป — ไม่น้อยกว่า 400 วัน

ตัวอย่างเช่น ลูกจ้างค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท (วันละ 1,000 บาท) ทำงาน 7 ปี เข้าช่วง 6–10 ปี มีสิทธิได้ค่าชดเชย 240 วัน = 240,000 บาท การนับอายุงานให้นับระยะเวลาทำงานต่อเนื่อง รวมวันหยุดและวันลาที่ได้รับค่าจ้าง และหากมีการต่อสัญญาจ้างหรือเปลี่ยนตำแหน่งโดยทำงานต่อเนื่องกับนายจ้างเดิม ก็ให้นับรวมกัน นายจ้างไม่อาจเลี่ยงด้วยการทำสัญญาจ้างระยะสั้นต่อกันหลายฉบับเพื่อตัดอายุงาน

ค่าชดเชยพิเศษ: ย้ายสถานประกอบกิจการ และปรับปรุงเทคโนโลยี

นอกจากค่าชดเชยปกติ ยังมี "ค่าชดเชยพิเศษ" ในบางกรณี ได้แก่ กรณีย้ายสถานประกอบกิจการไปที่อื่นซึ่งกระทบต่อการดำรงชีวิตปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว หากลูกจ้างไม่ประสงค์ไปทำงานด้วยก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและรับค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา 120 และกรณีนายจ้างเลิกจ้างเพราะปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต หรือนำเครื่องจักร/เทคโนโลยีมาแทนแรงงาน ซึ่งต้องแจ้งล่วงหน้าและอาจต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มตามมาตรา 121 และ 122 นายจ้างจึงควรวางแผนและคำนวณภาระเหล่านี้ก่อนตัดสินใจปรับโครงสร้างองค์กร

เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย: 6 เหตุตามมาตรา 119

มาตรา 119 กำหนดเหตุที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย 6 ประการ ได้แก่

 (1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง 

(2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย 

(3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง 

(4) ฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว (เว้นแต่กรณีร้ายแรงไม่จำเป็นต้องตักเตือน) 

(5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร และ 

(6) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด

จุดที่นายจ้างพลาดบ่อยคือ การอ้างเหตุตามมาตรา 119 แต่ระบุเหตุผลไม่ชัดในหนังสือเลิกจ้าง หรือไม่มีพยานหลักฐาน ตามมาตรา 17 วรรคท้าย หากนายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลของการเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้าง นายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นต่อสู้ภายหลังไม่ได้ ดังนั้นเมื่อจะเลิกจ้างเพราะความผิดร้ายแรง ต้องเขียนเหตุผลและอ้างอนุมาตราที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

กรณีลูกจ้างทุจริตหรือกระทำความผิดอาญาต่อนายจ้าง เช่น ยักยอกเงินบริษัทหรือฉ้อโกง นอกจากเลิกจ้างได้โดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119(1) แล้ว นายจ้างยังดำเนินคดีอาญาและฟ้องเรียกทรัพย์คืนได้ด้วย อ่านแนวทางดำเนินคดีได้ที่ คู่มือคดีฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ในธุรกิจ

เงินและสิทธิประโยชน์อื่นเมื่อสิ้นสุดการจ้าง

เมื่อเลิกจ้าง นายจ้างไม่ได้มีหน้าที่จ่ายเฉพาะค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าเท่านั้น แต่ยังต้องเคลียร์เงินและสิทธิอื่นที่ค้างอยู่ให้ครบ ได้แก่ ค่าจ้างค้างจ่าย ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดที่ยังไม่ได้จ่าย ค่าคอมมิชชั่นที่เกิดสิทธิแล้ว เงินประจำตำแหน่งหรือเบี้ยเลี้ยงที่ถือเป็นค่าจ้าง รวมถึง "ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างยังไม่ได้ใช้" ตามส่วนที่มีสิทธิ ส่วนโบนัสจะเป็นสิทธิของลูกจ้างหรือไม่ ขึ้นกับว่าข้อบังคับหรือสัญญากำหนดให้เป็นสิทธิแน่นอน หรือเป็นดุลพินิจของนายจ้าง

นอกจากนี้ เมื่อลูกจ้างร้องขอ นายจ้างมีหน้าที่ออก "หนังสือรับรองการทำงาน" ให้ และควรดำเนินการแจ้งออกจากงานต่อสำนักงานประกันสังคมให้ถูกต้องตามกำหนด การจัดการเอกสารและเงินให้ครบถ้วนในวันเลิกจ้างช่วยลดข้อพิพาทได้มาก

ขั้นตอนการเลิกจ้างที่ถูกต้อง

การเลิกจ้างที่รัดกุมควรมีขั้นตอนชัดเจน เริ่มจากจัดทำ "หนังสือเลิกจ้าง" ที่ระบุวันที่มีผล และระบุเหตุผลของการเลิกจ้างให้ชัด (โดยเฉพาะกรณีอ้างความผิดตามมาตรา 119 เพราะหากไม่ระบุไว้จะยกขึ้นต่อสู้ภายหลังไม่ได้) จากนั้นจัดให้มีการคืนทรัพย์สินของบริษัท เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ บัตรพนักงาน และเอกสารสำคัญ พร้อมทำบันทึกการส่งคืน ชำระเงินทุกประเภทที่ค้างให้ครบในกำหนด และส่งมอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น หนังสือรับรองการทำงานและเอกสารประกันสังคม การทำตามลำดับนี้และเก็บหลักฐานทุกขั้นตอนคือเกราะป้องกันข้อพิพาทที่ดีที่สุด

การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม (มาตรา 49)

แม้นายจ้างจะจ่ายค่าชดเชยครบ แต่หากการเลิกจ้างไม่มีเหตุผลอันสมควรเพียงพอ ลูกจ้างยังฟ้องว่าเป็น "การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม" ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับค่าชดเชย ค่าชดเชยเป็นสิทธิที่ได้เมื่อถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด ส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการเลิกจ้างที่ปราศจากเหตุอันสมควร

แนวที่ศาลแรงงานใช้พิจารณา: ศาลจะดูว่ามี "เหตุอันสมควร" และเพียงพอที่จะเลิกจ้างหรือไม่ โดยพิจารณาพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำ ความเหมาะสมระหว่างความผิดกับโทษ และเจตนาของนายจ้าง หากศาลเห็นว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ตามมาตรา 49 ศาลมีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานในอัตราค่าจ้างเดิม หรือถ้าเห็นว่าทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันต่อไปไม่ได้ ก็ให้กำหนด "ค่าเสียหาย" แทน โดยคำนวณจากอายุงาน ความเดือดร้อนของลูกจ้าง มูลเหตุการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับไปแล้ว

เหตุที่มักถูกมองว่าไม่เป็นธรรม เช่น เลิกจ้างเพราะความขัดแย้งส่วนตัว เลิกจ้างโดยไม่ตักเตือนในความผิดที่ไม่ร้ายแรง เลือกปฏิบัติ หรือกลั่นแกล้ง ในทางกลับกัน การเลิกจ้างเพราะภาวะขาดทุนจริงที่พิสูจน์ได้ การยุบหน่วยงานตามความจำเป็นทางธุรกิจ หรือลูกจ้างหย่อนความสามารถอย่างต่อเนื่องหลังให้โอกาสปรับปรุงแล้ว มักมีโอกาสถือว่ามีเหตุอันสมควรมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นรายกรณี

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน (มาตรา 108)

นายจ้างที่มีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป มีหน้าที่จัดให้มี "ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน" เป็นภาษาไทยตามมาตรา 108 ข้อบังคับต้องมีรายการอย่างน้อย ได้แก่ วันทำงาน เวลาทำงานปกติและเวลาพัก วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด วันและสถานที่จ่ายค่าจ้าง วันลาและหลักเกณฑ์การลา วินัยและโทษทางวินัย การร้องทุกข์ และการเลิกจ้าง ค่าชดเชย และค่าชดเชยพิเศษ

จุดที่ต้องอัปเดต: เดิมนายจ้างต้องส่งสำเนาข้อบังคับให้อธิบดีหรือพนักงานตรวจแรงงานภายในกำหนด แต่ปัจจุบัน ไม่ต้องส่งสำเนาแล้ว เนื่องจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 21/2560 ได้ยกเลิกหน้าที่นำส่งสำเนาตามมาตรา 108 (มีผลตั้งแต่ 4 เมษายน 2560) อย่างไรก็ดี นายจ้างที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป "ยังต้อง" จัดทำข้อบังคับ เก็บไว้ ณ สถานประกอบกิจการ และปิดประกาศโดยเปิดเผยให้ลูกจ้างทราบ และเมื่อแก้ไขเพิ่มเติมต้องประกาศให้ทราบภายใน 7 วัน ข้อบังคับที่ประกาศใช้แล้วมีผลผูกพันทั้งนายจ้างและลูกจ้าง และเป็นพยานหลักฐานสำคัญในข้อพิพาทแรงงาน

วินัย หนังสือตักเตือน และการพักงานเพื่อสอบสวน

การลงโทษทางวินัยควรไล่ระดับจากเบาไปหนัก ความผิดเล็กน้อยอาจตักเตือนด้วยวาจาก่อน ส่วนความผิดที่จะใช้เป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119(4) ต้องมี "หนังสือตักเตือน" ที่ระบุวันเวลา ลักษณะความผิด ข้อบังคับที่ฝ่าฝืน และคำเตือนว่าหากทำผิดซ้ำจะถูกลงโทษถึงเลิกจ้าง โดยหนังสือตักเตือนมีผลใช้บังคับ 1 ปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด หากภายใน 1 ปีลูกจ้างทำผิดซ้ำในเรื่องเดิม นายจ้างจึงเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งนี้ความผิดที่ "ร้ายแรง" ไม่จำเป็นต้องตักเตือนก่อน

หากต้องสอบสวนข้อเท็จจริงก่อนตัดสิน นายจ้างอาจสั่ง "พักงานเพื่อสอบสวน" ได้ แต่ต้องมีข้อบังคับหรือข้อตกลงให้อำนาจไว้ ต้องมีคำสั่งเป็นหนังสือระบุความผิดและกำหนดระยะเวลาพักงานไม่เกิน 7 วัน และระหว่างพักงานต้องจ่ายเงินให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้าง หากสอบแล้วลูกจ้างไม่มีความผิด นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างส่วนที่ขาดไปเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ย

หน้าที่พื้นฐานของนายจ้าง: เวลาทำงาน วันหยุด วันลา และค่าจ้าง

นอกเหนือจากเรื่องเลิกจ้าง นายจ้างต้องปฏิบัติตามมาตรฐานพื้นฐานในการจ้างงาน เวลาทำงานปกติไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวันและไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวันและ 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) ต้องจัดเวลาพักระหว่างทำงานอย่างน้อย 1 ชั่วโมงหลังทำงานติดต่อกันไม่เกิน 5 ชั่วโมง จัดวันหยุดประจำสัปดาห์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน วันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่าปีละ 13 วัน (รวมวันแรงงานแห่งชาติ) และเมื่อลูกจ้างทำงานครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่าปีละ 6 วันทำงาน

เรื่องวันลา ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง โดยได้รับค่าจ้างไม่เกินปีละ 30 วันทำงาน ลากิจธุระอันจำเป็นโดยได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าปีละ 3 วันทำงาน และลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาคลอดได้ไม่เกิน 98 วัน (รวมวันลาเพื่อตรวจครรภ์) โดยได้รับค่าจ้างจากนายจ้างไม่เกิน 45 วัน ส่วนการทำงานล่วงเวลาและวันหยุดต้องจ่ายเพิ่มตามอัตราที่กฎหมายกำหนด เช่น ค่าล่วงเวลาในวันทำงาน 1.5 เท่า และค่าล่วงเวลาในวันหยุด 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง นายจ้างยังมีหน้าที่จัดทำทะเบียนลูกจ้างและเอกสารการจ่ายค่าจ้าง และเก็บรักษาไว้ตามที่กฎหมายกำหนด

ความเสี่ยงและบทลงโทษเมื่อทำผิดกฎหมายแรงงาน

หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าชดเชย หรือเงินอื่นภายในกำหนด ต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และหากจงใจไม่จ่ายโดยปราศจากเหตุอันสมควร อาจต้องเสีย "เงินเพิ่ม" อีกร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างทุกระยะ 7 วันตามมาตรา 9 นอกจากความรับผิดทางแพ่งแล้ว การฝ่าฝืนบทบัญญัติหลายมาตรายังมีโทษทางอาญา ทั้งโทษปรับและในบางกรณีโทษจำคุก และกรรมการหรือผู้มีอำนาจของนิติบุคคลอาจต้องร่วมรับผิดด้วยหากการกระทำผิดเกิดจากการสั่งการหรือละเว้นของตน

ช่องทางข้อพิพาทมีทั้งการที่ลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงิน และการฟ้องต่อศาลแรงงานซึ่งเป็นกระบวนการที่เน้นความรวดเร็วและไม่เสียค่าธรรมเนียม พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจเข้าตรวจสถานประกอบกิจการและออกคำสั่งได้ หากนายจ้างไม่เห็นด้วยกับคำสั่งต้องนำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด มิฉะนั้นคำสั่งเป็นที่สุด การเตรียมเอกสารให้ครบ เช่น สัญญาจ้าง ข้อบังคับ หนังสือตักเตือน หลักฐานการจ่ายค่าจ้าง และหนังสือเลิกจ้าง จึงเป็นหัวใจของการต่อสู้คดี ดูบริการ คดีแพ่งและคดีแรงงาน และ บริการนายจ้าง/ประกันสังคม ของเราประกอบ

แนวทางป้องกันความเสี่ยงสำหรับนายจ้าง (มุมธุรกิจไทย-จีน)

การบริหารแรงงานเชิงป้องกันคุ้มกว่าการแก้ปัญหาในชั้นศาลเสมอ นายจ้างควรจัดทำสัญญาจ้างที่ชัดเจน มีข้อบังคับการทำงานที่สอดคล้องกับกฎหมายและประกาศให้ลูกจ้างทราบ ออกหนังสือตักเตือนอย่างถูกวิธีและเก็บหลักฐานทุกขั้นตอน เลิกจ้างอย่างรอบคอบโดยมีเหตุผลและเอกสารรองรับ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจในประเด็นสำคัญ สำหรับธุรกิจไทย-จีนที่มีพนักงานและผู้บริหารหลายสัญชาติ การมีข้อบังคับและสัญญาจ้างสองภาษา รวมถึงการดูแลใบอนุญาตทำงานและประกันสังคมให้ถูกต้อง จะช่วยลดข้อพิพาทและความรับผิดได้มาก

คำถามที่พบบ่อย

ลูกจ้างทดลองงานเลิกจ้างได้เลยโดยไม่จ่ายค่าชดเชยไหม

ไม่เสมอไป กฎหมายไม่ได้ยกเว้นลูกจ้างทดลองงานออกจากความคุ้มครอง หากทำงานครบ 120 วันขึ้นไปแล้วถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด ก็มีสิทธิได้รับค่าชดเชยขั้นต่ำ 30 วัน และหากเลิกจ้างก่อนครบ 120 วันก็ยังต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าว

จ่ายค่าชดเชยครบแล้ว ยังถูกฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้อีกหรือ

ได้ ค่าชดเชยกับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นคนละเรื่องกัน แม้จ่ายค่าชดเชยครบ หากการเลิกจ้างไม่มีเหตุอันสมควร ลูกจ้างยังฟ้องตามมาตรา 49 ได้ และศาลอาจสั่งรับกลับเข้าทำงานหรือกำหนดค่าเสียหายเพิ่ม การมีเหตุผลและเอกสารรองรับการเลิกจ้างจึงสำคัญ

บริษัทมีลูกจ้าง 10 คน ต้องส่งข้อบังคับให้ราชการไหม

ตั้งแต่ 4 เมษายน 2560 ไม่ต้องส่งสำเนาข้อบังคับให้อธิบดีหรือพนักงานตรวจแรงงานแล้ว แต่ยังต้องจัดทำข้อบังคับเป็นภาษาไทย เก็บไว้ที่สถานประกอบกิจการ และปิดประกาศให้ลูกจ้างทราบ เมื่อแก้ไขต้องประกาศภายใน 7 วัน

📚 แหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ (อ่านเพิ่มเติม)

ปรึกษาทนายความไทย-จีน ลอว์ เฟิร์ม

การเลิกจ้างที่ผิดขั้นตอนเพียงเล็กน้อยอาจกลายเป็นคดีเรียกค่าชดเชย ค่าบอกกล่าว และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะเรื่อง ทีมทนายความด้านแรงงานและนายจ้างของเราช่วยร่างสัญญาจ้างและข้อบังคับ วางขั้นตอนเลิกจ้างที่รัดกุม และว่าความคดีแรงงาน ปรึกษาเบื้องต้นฟรี โทร 065-431-6810 หรือ LINE @thaichineselawfirm สื่อสารได้ทั้งภาษาไทย จีน และอังกฤษ

ความรู้และบริการกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

Powered by Froala Editor

Powered by Froala Editor

Powered by Froala Editor

Powered by Froala Editor

Powered by Froala Editor

Powered by Froala Editor

Powered by Froala Editor

Powered by Froala Editor

Powered by Froala Editor

Scroll