เขียนโดย นางสาวรดาพัชร์ ทิพย์รักษ์ · อัปเดตล่าสุด มิถุนายน 2026
ในปี 2567 คนไทยจดทะเบียนหย่ากว่า 147,000 คู่ เฉลี่ยวันละราว 400 คู่ (ข้อมูลกรมการปกครอง) และจำนวนไม่น้อยจบลงด้วยฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบเรื่องสินสมรสและสิทธิในบุตร เพราะ "ไม่รู้กฎหมาย" ก่อนเริ่มต้น คู่มือนี้สรุปครบตั้งแต่หย่ามีกี่แบบ 10 เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 อายุความ 1 ปีที่คนพลาดบ่อย ขั้นตอนฟ้องหย่า การแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533 อำนาจปกครองบุตรและค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าทดแทนจากชู้ ไปจนถึงค่าทนายจริงปี 2026
ตัวเลขที่ควรรู้: 10 เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 · อายุความเพียง 1 ปีในบางเหตุ (มาตรา 1529) · สิทธิแบ่งสินสมรสคนละครึ่งตามมาตรา 1533 · เรียกค่าทดแทนจากชู้ได้ตามมาตรา 1523 · ทรัพย์ที่ถูกโอนหนีการแบ่งยังเรียกคืนได้ตามมาตรา 1534
คุณนุ่น อายุ 38 ปี ผู้จัดการฝ่ายการตลาดย่านรัชดาภิเษก แต่งงานมา 10 ปี มีลูกชายวัย 9 ขวบ มีบ้านเดี่ยว รถ 2 คัน และบัญชีออมทรัพย์ร่วมกว่า 2 ล้านบาท จนวันหนึ่งเธอพบว่าสามีมีความสัมพันธ์ลับกับเพื่อนร่วมงานมาเกือบ 2 ปี และโอนเงินให้อีกฝ่ายเดือนละ 30,000 บาท
เพื่อนแนะนำว่า "ลองคุยกับสามีตรง ๆ ดูก่อน" เธอจึงเดินไปคุยในเย็นวันนั้น สามีปฏิเสธทุกอย่าง และคืนเดียวกันก็เริ่มทยอยโอนเงินในบัญชีร่วมเข้าบัญชีน้องชายตัวเอง
3 เดือนต่อมา เมื่อคุณนุ่นตัดสินใจฟ้องหย่าจริง เงินสินสมรส 2 ล้านบาทเหลือ 78,000 บาท บ้านถูกจดจำนองใหม่ และสามีอ้างว่า "เอาไปลงทุนแล้วเสียหมด" — ถ้าเธอรู้สิ่งที่คุณกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้ก่อน ทุกอย่างจะจบต่างออกไปมาก (ดูวิธีเรียกทรัพย์ที่ถูกโอนหนีคืนในหัวข้อมาตรา 1534)
เชื่อผิด: "ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมเซ็นใบหย่า เราหย่าไม่ได้" — ความจริง: หย่าได้ มาตรา 1516 กำหนด 10 เหตุที่ฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้แม้อีกฝ่ายไม่ยินยอม เช่น มีชู้ ทำร้ายร่างกาย จงใจละทิ้งร้างเกิน 1 ปี หรือสมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ศาลพิพากษาให้หย่าได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอม
เชื่อผิด: "สินสมรสแบ่งครึ่ง 50:50 เสมอ" — ความจริง: ตามมาตรา 1533 แบ่งคนละครึ่ง "หลังหักหนี้ร่วมแล้ว" และต้องแยก "สินสมรส" ออกจาก "สินส่วนตัว" ก่อน (ที่ดินก่อนแต่ง มรดก ของรับโดยเสน่หา เป็นสินส่วนตัว ไม่ต้องนำมาแบ่ง) จึงซับซ้อนกว่าหาร 2
เชื่อผิด: "ฟ้องหย่าได้ตลอด ไม่มีอายุความ" — ความจริง: เหตุฟ้องหย่าหลายข้อมีอายุความเพียง 1 ปีนับแต่รู้ข้อเท็จจริง ตามมาตรา 1529 โดยเฉพาะเรื่องมีชู้ ประพฤติชั่ว และทำร้ายร่างกาย หากปล่อยเกิน 1 ปีจะหมดสิทธิฟ้องตามเหตุนั้น
กฎหมายไทยให้หย่าได้ 2 ทาง ทางแรกคือ หย่าโดยความยินยอม ตามมาตรา 1514 เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ ทำเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อย 2 คน แล้วไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ วิธีนี้เร็ว ประหยัด และกระทบลูกน้อยที่สุด แต่ควรทำ "บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า" เรื่องการแบ่งทรัพย์ อำนาจปกครองบุตร และค่าอุปการะให้รัดกุม เพราะบันทึกนี้มีผลผูกพันและบังคับได้
ทางที่สองคือ ฟ้องหย่าต่อศาลเยาวชนและครอบครัว ตามมาตรา 1516 ใช้เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมหย่า ตกลงเรื่องทรัพย์/บุตรกันไม่ได้ หรือมีการโอนซ่อนทรัพย์ การฟ้องต้องอ้าง "เหตุหย่า" ที่กฎหมายรับรองและพิสูจน์ให้ศาลเห็น ก่อนเซ็นบันทึกข้อตกลงใด ๆ ควรให้ทนายตรวจถ้อยคำก่อน เพราะอาจเสียสิทธิทั้งหมดในประโยคเดียว (ดูหลักการร่าง-ตรวจเอกสารที่ คู่มือร่างและตรวจสัญญาธุรกิจ)
มาตรา 1516 กำหนดเหตุฟ้องหย่าไว้ ครอบคลุม (1) อุปการะยกย่องผู้อื่นฉันสามีภริยา เป็นชู้/มีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ (2) ประพฤติชั่วจนอีกฝ่ายอับอายหรือเสียหายร้ายแรง (3) ทำร้ายทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทเหยียดหยามอีกฝ่ายหรือบุพการีอย่างร้ายแรง (4) จงใจละทิ้งร้างไปเกิน 1 ปี (4/1) ถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดเกิน 1 ปีในความผิดที่อีกฝ่ายไม่มีส่วนร่วม (4/2) สมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุขเกิน 3 ปี (5) ถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญหรือหายไปเกิน 3 ปี (6) ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง (7) วิกลจริตตลอดมาเกิน 3 ปีและยากจะหาย (8) ผิดทัณฑ์บนที่ทำเป็นหนังสือไว้ (9) เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่อาจเป็นภัยและรักษาไม่หาย และ (10) มีสภาพแห่งกายทำให้ร่วมประเวณีไม่ได้ตลอดกาล
กลยุทธ์ที่ทนายเก่งใช้: ไม่อ้างเหตุเดียว แต่อ้างหลายเหตุพร้อมกันในคำฟ้อง โดยเลือกเหตุที่ "พิสูจน์ง่ายที่สุด" จากพยานหลักฐานที่มีเป็นหลัก แล้วใส่เหตุอื่นเป็นทางสำรอง เพราะแม้บางเหตุพิสูจน์ไม่ได้ ศาลก็ยังพิพากษาให้หย่าตามเหตุที่พิสูจน์ได้
ตามมาตรา 1529 สิทธิฟ้องหย่าด้วยเหตุมีชู้ ประพฤติชั่ว ทำร้ายร่างกาย/จิตใจ การไม่อุปการะหรือเป็นปฏิปักษ์ และการผิดทัณฑ์บน จะระงับเมื่อพ้น 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ฟ้อง "รู้หรือควรรู้" ความจริงที่ใช้เป็นเหตุฟ้อง และหากฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องได้ให้อภัยแล้ว สิทธินั้นก็เป็นอันหมดไป จึงไม่ควรปล่อยเวลาเนิ่นนาน เพราะอาจหมดสิทธิฟ้องตามเหตุนั้นทั้งที่ข้อเท็จจริงชัดเจน
| ขั้น | สิ่งที่ทำ | ระยะเวลา |
|---|---|---|
| 1 | เตรียมคดี รวบรวมหลักฐาน (แชต รูป ใบรับรองแพทย์ บันทึกประจำวัน) | 1–4 สัปดาห์ |
| 2 | ทนายร่างคำฟ้อง ยื่นต่อศาลเยาวชนและครอบครัว | 1–2 สัปดาห์ |
| 3 | ศาลออกหมายเรียกจำเลยให้ยื่นคำให้การ | 15–30 วัน |
| 4 | ไกล่เกลี่ย (ทำก่อนสืบพยาน) ถ้าตกลงได้คดีจบเร็ว | 1–2 เดือน |
| 5 | ชี้สองสถาน และสืบพยานทั้งสองฝ่าย | 3–6 เดือน |
| 6 | ศาลพิพากษา | 1–3 เดือนหลังสืบเสร็จ |
| 7 | นำคำพิพากษาไปจดทะเบียนหย่าที่อำเภอ/เขต | 1 วัน |
โดยรวมหากตกลงกันได้ในชั้นไกล่เกลี่ย คดีจบใน 2–6 เดือน หากต้องสืบพยานเต็มรูปแบบใช้เวลาราว 1–2 ปี และหากมีอุทธรณ์หรือฎีกาอาจยาวถึง 3 ปี
เมื่อหย่ากัน มาตรา 1533 ให้แบ่งสินสมรสคนละครึ่งหลังหักหนี้ร่วมแล้ว แต่ต้องแยกให้ชัดก่อนว่าอะไรคือ "สินสมรส" และอะไรคือ "สินส่วนตัว" สินสมรสตามมาตรา 1474 คือทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรส (เช่น เงินเดือน บ้าน/รถที่ซื้อระหว่างสมรส แม้ใส่ชื่อฝ่ายเดียวก็ตาม) ส่วนสินส่วนตัวตามมาตรา 1471 คือทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนสมรส ของใช้ส่วนตัว ทรัพย์ที่ได้มาโดยมรดกหรือการให้โดยเสน่หา ซึ่งไม่ต้องนำมาแบ่ง
กับดักที่คนพลาดบ่อย: "ดอกผลของสินส่วนตัว" ถือเป็นสินสมรส เช่น ค่าเช่าที่ดินที่มีก่อนแต่ง ดอกเบี้ยเงินฝากก้อนเดิม หรือเงินปันผลจากหุ้นเก่าที่เกิดขึ้นระหว่างสมรส ต้องนำมาแบ่งครึ่ง ทรัพย์ที่หลายคนคิดว่า "ไม่เกี่ยว" จึงอาจมีมูลค่าที่เรียกแบ่งได้จริง หากตรวจให้ครบ บ้านและที่ดินที่เป็นสินสมรสมีรายละเอียดการตรวจสอบเพิ่ม อ่านได้ที่ คู่มือกฎหมายที่ดินและอสังหาริมทรัพย์
นี่คือหัวใจของเคสคุณนุ่น และเป็นจุดที่คนเสียเปรียบมากที่สุด มาตรา 1534 วางหลักว่า ถ้าฝ่ายใดจำหน่ายจ่ายโอนสินสมรสไป "เพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว" หรือ "โดยเจตนาทำให้อีกฝ่ายเสียหาย" หรือจำหน่ายไปโดยไม่ได้รับความยินยอมในกรณีที่ต้องจัดการร่วมกัน ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์นั้น "ยังคงมีอยู่" เพื่อนำมาคำนวณแบ่งสินสมรส และอีกฝ่ายมีสิทธิเรียกให้ชดใช้จากส่วนแบ่งของผู้โอนได้ พูดง่าย ๆ คือการรีบโอนเงินเข้าบัญชีญาติหรือจำนองบ้านหนีก่อนหย่า ไม่ได้ทำให้ทรัพย์นั้นหลุดจากการแบ่ง
ในทางปฏิบัติ ทนายสามารถยื่นคำร้องขอ "คุ้มครองชั่วคราว" ต่อศาล เช่น ขออายัดบัญชีหรือห้ามจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์ระหว่างพิจารณาคดี เพื่อกันการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ ดังนั้นหากสงสัยว่าอีกฝ่ายกำลังโอนซ่อนทรัพย์ ยิ่งเข้าพบทนายเร็วเท่าไรยิ่งรักษาทรัพย์ได้มากเท่านั้น
เรื่องบุตรมักสำคัญกว่าทรัพย์สินสำหรับพ่อแม่ เมื่อหย่า มาตรา 1520 ให้พ่อแม่ตกลงกันว่าใครจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง หากตกลงกันไม่ได้ ศาลจะเป็นผู้ชี้ขาดตามมาตรา 1520 วรรคสอง และมาตรา 1522 โดยยึด "ประโยชน์สูงสุดของบุตร" เป็นหลัก พิจารณาความเหมาะสมของแต่ละฝ่าย ความผูกพัน ความพร้อมด้านที่อยู่และการเลี้ยงดู และความเห็นของบุตรตามวัย ศาลอาจให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือกำหนดให้ใช้ร่วมกัน พร้อมกำหนดสิทธิการพบบุตรของอีกฝ่ายได้
ส่วน "ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร" เป็นหน้าที่ของบิดามารดาที่ไม่หมดไปเพราะการหย่า ตามมาตรา 1564 บิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ ศาลกำหนดจำนวนค่าอุปการะตามความสามารถของผู้จ่ายและความจำเป็นของบุตร และสามารถสั่งให้จ่ายเป็นรายเดือนได้ หากภายหลังพฤติการณ์เปลี่ยนไป ก็ขอให้ศาลเปลี่ยนแปลงจำนวนได้ตามมาตรา 1598/39 นอกจากนี้ การที่ฝ่ายหนึ่งได้อำนาจปกครองไม่ได้ตัดสิทธิอีกฝ่ายในการติดต่อและพบบุตรตามสมควร
หลายคนไม่รู้ว่ากฎหมายให้ "เรียกค่าทดแทน" ได้ มาตรา 1523 กำหนดว่า เมื่อศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุมีชู้หรืออุปการะยกย่องผู้อื่นฉันสามีภริยา (ตามมาตรา 1516(1)) ฝ่ายที่เสียหายมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสและจาก "ผู้ซึ่งล่วงเกินคู่สมรสไปในทำนองชู้สาว" (ตัวชู้) ได้ และสามีหรือภริยายังเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ทำนองชู้สาวกับคู่สมรสของตนได้ด้วย นอกจากนี้มาตรา 1524–1526 ยังให้เรียกค่าทดแทนกรณีเหตุหย่าเกิดจากความผิดของอีกฝ่าย และให้ศาลกำหนด "ค่าเลี้ยงชีพ" แก่ฝ่ายที่ยากจนลงเพราะการหย่าและอีกฝ่ายเป็นผู้ผิดได้ตามควรแก่กรณี
แนวที่ศาลใช้พิจารณา: การมีชู้หรือล่วงเกินในทำนองชู้สาวต้องมีพฤติการณ์แสดงความสัมพันธ์ฉันชู้สาวที่พิสูจน์ได้ ไม่ใช่เพียงความสงสัย หลักฐาน เช่น ข้อความ ภาพ การไปมาหาสู่ การโอนเงินเลี้ยงดู หรือการแสดงตนเปิดเผย ล้วนมีน้ำหนัก ส่วนจำนวนค่าทดแทน ศาลกำหนดตามพฤติการณ์และความเสียหายที่แท้จริง
กรณีจดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติหรือมีทรัพย์สินอยู่หลายประเทศ จะมีประเด็นเพิ่มเรื่อง "เขตอำนาจศาล" และ "กฎหมายที่ใช้บังคับ" หากจดทะเบียนสมรสในไทยหรือมีภูมิลำเนา/ทรัพย์สินในไทย โดยทั่วไปสามารถฟ้องหย่าต่อศาลไทยได้ แต่การบังคับคำพิพากษากับทรัพย์สินหรือคู่สมรสที่อยู่ต่างประเทศ และการแบ่งทรัพย์ข้ามประเทศ ต้องวางแผนเป็นพิเศษ รวมถึงเรื่องเอกสารที่ต้องแปลและรับรอง การส่งหมายข้ามประเทศ และผลของการหย่าต่อวีซ่า/สิทธิอาศัย บริษัท ไทย จีน ลอว์ เฟิร์ม ให้บริการได้ทั้งภาษาไทย จีน และอังกฤษ จึงช่วยประสานเอกสารและขั้นตอนระหว่างประเทศได้สะดวก
| ระดับคดี | ลักษณะคดี | ช่วงราคาตลาดโดยประมาณ |
|---|---|---|
| ง่าย | ไม่โต้แย้ง ไม่มีบุตร ไม่มีทรัพย์สิน | 30,000–50,000 บาท |
| กลาง | มีบุตร และมีการแบ่งสินสมรสปกติ | 50,000–100,000 บาท |
| ซับซ้อน | มีการโอนซ่อนทรัพย์ ฟ้องชู้ ทรัพย์มูลค่าสูง | 100,000 บาทขึ้นไป |
นอกจากค่าทนายแล้วยังมีค่าธรรมเนียมศาลที่หลายคนลืม โดยคดีฟ้องหย่าที่ไม่มีการเรียกทรัพย์ (ไม่มีทุนทรัพย์) เสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท แต่หากเรียกแบ่งสินสมรสหรือเรียกเงิน (มีทุนทรัพย์) จะเสียค่าขึ้นศาลตามอัตราร้อยละ 2 ของทุนทรัพย์ (มีเพดานตามที่กฎหมายกำหนด) บวกค่ารับรองสำเนาเอกสาร ค่าส่งหมาย และค่าเดินทาง ตัวเลขค่าทนายข้างต้นเป็นช่วงราคาตลาดโดยประมาณที่แตกต่างกันตามความซับซ้อนและพื้นที่ จึงควรขอใบเสนอราคาที่ระบุชัดว่ารวมค่าอะไรบ้างก่อนตกลงจ้าง
สิ่งที่ควรทำทันที
สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
ฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวได้ทันทีหากมีเหตุตามมาตรา 1516 ศาลพิพากษาให้หย่าได้แม้อีกฝ่ายไม่ยินยอม โดยไม่จำเป็นต้องได้ลายเซ็น
ตามมาตรา 1516(4/2) ต้องสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุขเกิน 3 ปี ส่วนตาม (4) คือจงใจละทิ้งร้างเกิน 1 ปีโดยฝ่ายเดียว ความต่างคือ "สมัครใจ" ทั้งคู่ กับ "จงใจ" ฝ่ายเดียว
ได้ หากซื้อระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 แม้ใส่ชื่อฝ่ายเดียว อีกฝ่ายก็มีสิทธิเรียกแบ่งครึ่งหนึ่ง และหากถูกโอนหนีการแบ่ง ยังเรียกคืนได้ตามมาตรา 1534
ได้ ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นหน้าที่ตามมาตรา 1564 ศาลกำหนดตามความสามารถและความจำเป็น ส่วนค่าทดแทนจากชู้เรียกได้ตามมาตรา 1523 เมื่อหย่าด้วยเหตุมีชู้ โดยต้องมีพยานหลักฐานพฤติการณ์ทำนองชู้สาวที่พิสูจน์ได้
ทีมทนายคดีครอบครัวและคดีแพ่งของเรามีประสบการณ์คดีครอบครัวและสินสมรสจำนวนมาก เข้าใจทุกเหตุตามมาตรา 1516 และคุ้นเคยกับการตามทรัพย์ที่ถูกซ่อนผ่านการโอนหลายทอด เราจะบอกตรง ๆ ว่าเคสของคุณควรฟ้องทันที รอเก็บหลักฐานเพิ่ม หรือเจรจาในชั้นไกล่เกลี่ยจะได้ผลดีกว่า เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะเรื่อง สิ่งที่คุณจะได้รับคือแผนคดีเป็นลายลักษณ์อักษร ใบประเมินค่าใช้จ่ายล่วงหน้าทั้งคดี และทีมทนายที่ติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ
ปรึกษาครั้งแรกฟรี ไม่มีข้อผูกมัด โทร 065-431-6810 · LINE @thaichineselawfirm · Email Aekarat@thaichineselawfirm.co.th — สื่อสารได้ทั้งภาษาไทย จีน และอังกฤษ
Powered by Froala Editor
Powered by Froala Editor
Powered by Froala Editor
Powered by Froala Editor
Powered by Froala Editor
Powered by Froala Editor
Powered by Froala Editor
Powered by Froala Editor
Powered by Froala Editor